振り返り

posted on 07 Jan 2016 00:03 by sakuraiohno in dekigoto directory Diary

กลับมาเขียนบล็อกในรอบกี่ล้านปีแสงกันนี่ (เกือบลืมไอดีกับพาสเวิร์ดไปแล้วด้วย)

แค่กลับมาอ่านผ่านๆก็รู้สึกดีใจนะที่ได้เขียนบล็อกเอาไว้เหมือนเป็นบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลานั้น

ตอนก่อนเอนท์ จนเอนท์ติด เรียนอักษร ไปเที่ยว เอ๊ย ไปแลกเปลี่ยนที่โอซาก้า

ไหนๆก็เรียนจบมาปีกว่า แถมเริ่มทำงานเป็นฉะไกจินแล้ว เลยมาเขียนบันทึกเอาไว้สักหน่อยดีกว่า

เพราะว่าตอนนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตด้วย

 

ตอนเรากลับมาจากญี่ปุ่นรอบที่แล้วได้ปีนิดๆ ตอนเรากำลังจะขึ้นปีสี่ ตอนเดือนพฤษภาได้

แม่เราก็เป็นเส้นเลือดในสมองแตกจนต้องเข้าโรงพยาบาลนานมาก พูดไม่ชัด ขยับตัวด้านขวาไม่ได้เพราะชาไปหมด

จำได้ว่าตอนนั้นไปหาแม่ที่ศิริราช กลับมาบ้านแล้วนั่งร้องไห้หนักอยู่คนเดียว

เพราะที่ผ่านมาแม่เป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เป็นเสาหลักให้ทุกคนมาตลอด

พอแม่เป็นอะไรขึ้นมาเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรยังไง จำได้ว่าตอนนั้นเปิดเพลง strong ของมิยาบิกับ kreva ฟังซ้ำๆ

จนตอนนี้ไม่อยากฟังเพลงนี้เลยเพราะกลัวจะคิดถึงตอนนั้น

แต่โชคดีมากจริงๆที่แม่ฟื้นตัวไวมาก ช่วงนั้นเราเลยต้องเรียนไปทำงานไบท์ล่ามบ้าง แปลงานบ้าง

ต้องหาเงินใช้เองแล้วก็ต้องให้ที่บ้านด้วย ค่าเทอมก็ต้องเก็บตังออกเอง

แต่ว่ารอบๆตัวเราก็มีเพื่อนที่ดีคอยถามไถ่ให้กำลังใจ ไปถึงรุ่นพี่ที่ให้ความช่วยเหลือ

เราก็เลยสามารถจบมาได้โดยที่พ่อแม่ก็ได้มาเห็นเราในชุดครุยด้วย

 

ที่นี้ช่วงที่เราอยู่ปีสี่เทอมหนึ่งมั้งหลังจากกลับมาจากญี่ปุ่น มันมีบริษัทรีครูทของญี่ปุ่นมาแนะนำให้ลองสมัครไปสัมภาษณ์

ไอ้เราเห็นว่าจะได้ไปญี่ปุ่นฟรีด้วยก็เลยอยากลองไปดู ก็ส่งเรซูเม่ไปแบบไม่คิดว่าจะได้

แล้วมันดันได้ไปสัมภาษณ์ ตอนนั้นก็กะว่าไม่เตรียมตัวอะไรไปมาก บริษัทอะไรมาสัมฯบ้างยังไม่รู้เลย

นี่กะไปเที่ยวตอนวันสุดท้ายแล้วด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายดันผ่านสัมภาษณ์รอบแรก รอบสอง ยันมารอบสุดท้าย

ตอนเค้าบอกว่าเค้าสนใจรับเราเข้า แต่ว่าอยากให้เราไปปรึกษากับที่บ้านก่อนแล้วค่อยให้คำตอบ

เราจำได้ว่าวันนั้นกลับมาพักที่ชินะปุริ เรานั่งร้องไห้ในห้องน้ำ ในใจคิดแต่ว่าไม่อยากอยู่ห่างกับที่บ้าน

แต่พอกลับมาถามทุกคนก็บอกว่ามีโอกาสทั้งทีก็สนับสนุนให้เราไป แล้วถ้าไม่ไหวเมื่อไหร่ก็กลับมาได้เสมอ

เอาจริงๆตอนนั้นเรามีแต่ความรู้สึกว่าไม่อยากไป ไม่อยากอยู่ญี่ปุ่นไปตลอด กังวลกลัวไปทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

(และนั่นมีผลต่อช่วงแรกในการทำงานด้วยที่ทำให้เรากลายเป็นคนใครทำดีให้นิดหน่อยก็ให้ใจเค้าไปหมด

ซึ่งอาจจะเขียนถึงในโอกาสต่อไป)

 

จนถึงตอนนี้เราก็เริ่มทำงานที่บ.ไอทีญี่ปุ่นมาได้ปีนิดๆแล้ว

ตอนแรกก็ไม่อยากเชื่อว่าเด็กจบอักษร รู้แต่ภาษาญี่ปุ่นแถมยังกากๆแค่อย่างเดียวจะมีโอกาสมาทำงานที่นี่

แต่เอาเข้าจริงๆมันก็เลื่อนสเต็ปมาเป็นปัญหาที่ว่า เขารับเราซึ่งภาษาก็ไม่ได้สู้คนญี่ปุ่นมาทำงานเหมือนคนญี่ปุ่นทำไม

คุณค่าของเราต่อบริษัทนี้มันคืออะไร เราทำอะไรได้ แล้วเราจะพัฒนาตัวเองให้ทำอะไรได้

เรียกง่ายๆว่าหลายๆอย่างมันก็เกินขอบของความสามารถทางภาษาไปแล้ว

(แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีสกิลภาษาที่ดีขึ้นหรอกนะ)

แถมการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างมันก็ทำให้เราที่อยู่ตัวคนเดียวที่โน่นค่อนข้างเคว้งแล้วก็กังวลแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ถึงขั้นว่าช่วงหนึ่งเหมือนจะเป็นโรคซึมเศร้า กลับบ้านร้องไห้ ไม่ก็ร้องไห้บนรถไฟกลับบ้านแทบทุกวัน

 

ตอนนี้ก็พยายามสร้างแรงบันดาลใจให้อยากอยู่ทำงานที่นั่นด้วยการกลับมาติ่งแบบเต็มสตรีม

(แค่ปีเดียวได้เจออาราชิไปประมาณหกรอบได้? วะคุๆน่าจะสองรอบ มิยางิรอบนึง Japonism อีกสามรอบที่นาโงย่ารอบแรก

รอบวันที่ 23,24 ที่โตเกียวโดม) แถมยังไปอีเว้นท์ทั้ง Freestyle ของโอจังสองรอบ ดูไลฟ์วิวบุไตไอซัทสึหนังนิโนะ

ก็ต้องขอบคุณอาราชินะที่ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาได้ แม้ว่ามันจะเหมือนคนติดยา ดูแล้วก็อยากดูอีกก็เถอะนะ

 

นี่เรากำลังลากลับมาอยู่บ้านได้สองอาทิตย์ แต่นี่แป๊บเดียวก็เหลืออีกแค่สามวันแล้ว ฮืออออ

ไม่อยากกลับไปที่โน่นเลย (แต่ใจนึงก็อยากกลับไปติ่ง) ปีหน้าก็ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับช่วงไหน

 

รอบหน้ามาเขียนเรื่องการทำงานที่โน่นดีกว่า หนึ่งปีนี่ก็นับว่ามีอะไรเกิดขึ้นเยอะที่เดียวเลยล่ะ

Comment

Comment:

Tweet