It started from a rabbit... マジです!

MISS(is)

พวกเราในวัยสามสิบกำลังหลงใหล "อาราชิ" อยู่!

"ทั้งที่ไม่ได้สนใจจอห์นนี่ส์เลย แต่ว่าอาราชินี่เป็นข้อยกเว้น!"
"ใน 'อาราชิ' ชอบใคร?"
"ไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วมั้ง ที่มาหลงใหลไอดอลแบบนี้เนี่ย...อาราชินี่ดีจริง!!"

เราได้ยินเสียงจากสาวๆวัยสามสิบเช่นนี้มาหลายปีแล้ว
ความร้อนแรงค่อยๆก่อตัวขึ้นและยังมีแต่จะทวีคูณขึ้นไปอีกเรื่อยๆ
แล้วในที่สุดซากุไร โชคุงแห่ง "อาราชิ" ที่พวกเราตั้งตารอก็ได้มาปรากฏใน MISS เป็นครั้งแรก!
ด้วยบุคลิกที่ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์กับความฉลาดหลักแหลมและสง่างามไปจนถึงซากุไรคุงที่แสดงความไม่ได้เรื่องออกมาได้
จากน้ำเสียงจริงจังของเขา ทำให้เราค้นพบ Sakuraism ที่แท้จริงใน "ปัจจุบัน"
และทำให้ได้เห็นว่าทำไม "อาราชิ" ถึงได้ดึงดูดความสนใจของเราขนาดนี้!

ก่อนหน้าการสัมภาษณ์ไม่กี่วันก่อนเป็นวันเกิดครบรอบ 27 ปีของซากุไร โชคุงแห่งวง "อาราชิ"
เขามาพร้อมกับความภูมิฐานและออร่าของความผ่อนคลายรอบตัว
"ตอนเช้าไปตรวจสุขภาพมา ผมเนี่ย ตั้งแต่ม.ปลายมาก็ไม่ได้ไปตรวจสุขภาพเลย สุขภาพดีมากเลยล่ะ เป็นเด็กได้รางวัลสุขภาพดีเยี่ยม ดื่มแบเรี่ยมไปด้วย รสชาติไม่ไหวเลย เจ้านั่นน่ะ"

เพิ่งจะในระยะนี้นี่เองที่ไอดอลวัยมัธยมปลายไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ว่าสมัยที่ซากุไรคุงเดบิวท์ในฐานะ"อาราชิ" เมื่อสิบปีก่อนนั้น ยังถือว่าเป็นพวกส่วนน้อยอยู่ เหนือกว่านั้นยังเรียนตั้งแต่ Keio Yochisha(โรงเรียนประถมเคโอ) มาจนสำเร็จการศึกษาสี่ปีที่คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเคโอ จึงไม่แปลกที่จะเกิดความสงสัยว่า ทำไมเขาจึงเลือกเข้าบริษัทจอนห์นนี่ส์?
"มีเหตุผลอยู่สองอย่างครับ สมัยพวกผมอยู่ประถมวง hikaru genji ดังมากเลยใช่ไหมล่ะ เท่สุดๆ แล้วช่วงนั้นก็ได้ดู pv ของ ไมเคิล แจ็คสันแล้วเลยคิดว่าอยากลองเต้นมั่งจังเลย และเพราะที่เห็นในทีวีที่เต้นๆกันอยู่ก็มีแต่จอห์นนี่ส์เท่านั้น นั่นก็เลยเป็นเหตุผลนึง แล้วจากนั้นผมได้ไปงานโรงเรียนของพี่ชายเพื่อนตอนอยู่ม.2 ทีนี้ทั้งๆที่ผมยังเป็นแค่นักเรียนม.ต้นธรรมดาๆ แต่กลับมีพี่นักเรียนหญิงม.ปลายมากริ๊ดๆกันว่า "นั่นจอห์นนี่ส์จูเนียร์นี่!" แล้วก็เลยมา "ขอถ่ายรูปหน่อยนะ" อะไรงี้ พวกเพื่อนๆรอบตัวผมเนี่ยหัวเราะกันใหญ่เลย บอกกันขำๆว่า "แกไม่ลองส่งประวัติไปดูละ" "

เข้าใจเหตุผลไปแล้ว แต่ว่าทำไมถึงคิดอยากเต้นกันล่ะ
"คงเพราะผมคุ้นเคยกับดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆแล้วด้วย (ครอบครัว)ให้ไปเรียนเปียโนบ้าง อย่างตอนประถมผมก็ได้อยู่ brass band (วงเครื่องเป่า)ด้วย ผมอยากเล่นทรัมเป็ตนะ แต่ว่าเป่ายิ้งฉุบแพ้เลยต้องไปเล่นทรอมโบนล่ะ แถมพ่อก็เล่นกีตาร์ด้วยบ้าง การสื่อสารในรูปแบบที่ต่างจากดนตรีที่เรียกว่าการเต้นเนี่ย ผมคิดว่ามันเท่ดีน่ะ"

นั่นก็เป็นคำตอบที่ได้มา แต่ทว่า หลังจากส่งประวัติไปแล้ว เกิดเรื่องหลายๆเรื่องที่รุมเร้าเข้ามา
"ตอนอายุ 13 ก็เขียนประวัติส่วนตัวเป็นครั้งแรก แล้วก็ส่งไปโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ให้รู้ครับ แล้วก็ได้รับจดหมายด่วนที่ไม่ได้จ่าหน้าผู้รับส่งมา พ่อแม่สงสัยก็เลยแกะออกดูน่ะ วันนั้นเป็นวันเสาร์ ในนั้นเขียนไว้ว่าให้ไปออดิชั่นวันอาทิตย์คือวันพรุ่งนี้ มันมีเอกสารอีกฉบับนึงบอกว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรกแล้วพรุ่งนี้จะมีการสอบรอบสอง กรุณามาด้วย
แม่น่ะอยู่ที่ห้องครัว หัวเราะยกใหญ่เลย ส่วนพ่อที่นั่งดูทีวีที่ห้องนั่งเล่นก็บอกว่า "จะไปให้ได้เลยใช่ไหมล่ะ" คิดในใจว่า แย่แล้ว จะทำไงดีละเนี่ย แต่ว่าถึงงั้นก็เถอะ วันต่อมาก็นั่งรถที่พ่อเป็นคนขับไปส่งที่สถานที่จัดออดิชั่น พ่อที่พูดแบบนั้นแล้วยังมาส่งให้เนี่ย ตอนนี้จะคิดว่าเป็นครอบครัวที่ให้ทำเรื่องที่อยากทำมันก็ได้อยู่นะ"


หลังจากนั้น เขาก็ถูกเรียกตัวทุกสัปดาห์เพื่อมาซ้อมออกรายการของรุ่นพี่ 100คนที่เข้ามาในตอนออดิชั่นก็ลดเป็น 50 คนในสัปดาห์นั้น และสัปดาห์ต่อมาก็เหลือเพียง 25 คน ผ่านไปประมาณหนึ่งปีก็มีคนเหลือชนิดนับคนได้ แล้วคนที่อยู่มาได้ตลอดอย่างเขา ด้วยความขยันอย่างเหลือเชื่อกับความมุ่งมั่นอันแรงกล้าจึงจัดการได้ทั้งสองด้านคืองานและการเรียน
"ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าเป็นงานเลย เพราะว่ามันสนุกดีน่ะ มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันจากหลายๆที่มารวมตัวกัน ความรู้สึกมันเหมือนชมรมอะไรสักอย่าง แม้แต่ตอนนี้ก็ยังจำได้ เลยว่าตอนม.ต้นเลิกเรียนตอนบ่ายสองโมงห้าสิบนาที แล้วมันมีรถไฟด่วนตอน56นาที พอเลิกเรียนแล้วเลยต้องรีบวิ่งไปให้ทันรถไฟเที่ยว 56 นาทีนั้น นั่งรถไฟนั่นมาประมาณสามชั่วโมงครึ่งมาซ้อมรายการ music station ไปทั้งชุดนักเรียนอย่างนั้นเลยล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องการรักษาผลการเรียนไม่ให้ตกลงก็กลายเป็นเรื่องจำเป็นขึ้นมา เพราะคงต้องมีคนพูดว่า "เพราะทำงานแบบนั้นคะแนนถึงได้ตกลงล่ะสิ" และเพราะว่าแม้แต่ช่องว่างเล็กๆก็ปล่อยไว้ไม่ได้ ฉะนั้นแม้จะไข้ขึ้นก็ยังไปเรียนตั้งแต่คาบแรก ถึงงานวันก่อนหน้าจะเลิกดึกหรือว่ายังไงก็ไม่เคยมาสายและไม่เคยขาดเลยนะ"

ซากุไรคุงพูดสรุปว่า

"ถ้าตอนนี้มองย้อนกลับไป ช่วงเวลาสี่ปีในจอห์นนี่ส์จูเนียร์ถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆเลยล่ะ"

แล้วมาถึงเรื่องที่ในที่สุดก็ได้เดบิวท์ในฐานะ "อาราชิ"  บนเส้นทางที่หากเป็นคนที่ชื่นชอบในวงการนี้คงจะรีบคว้าโอกาสอย่างไม่รอช้า ทว่าเขากลับลังเลใจ
"มันไม่ใช่ทำเรื่อยๆมาเพราะอยากเดบิวท์ แต่ทำเรื่อยมาเพราะว่าสนุกเท่านั้นแหละ  ช่วงที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเป็นจุดหักเหที่สำคัญเลยล่ะ  เพราะงั้นเลยคิดว่าหลังจากสอบปลายภาคตอนช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาฯเสร็จแล้ว คิดว่าจะไปอยู่โฮมสเตย์ที่ต่างประเทศน่ะ พอเอาเรื่องนี้ไปบอกผู้จัดการเค้าก็ว่า "ไม่ได้หมายความว่าจะไปได้หรอกนะ" ตอนนั้นก็ เอ๊ะ ทำไมถึงไปไม่ได้ล่ะ! สถานการณ์แบบนี้ มันชักจะแปลกๆยังไงอยู่นะ ประมาณนี้"

แล้วถ้าหากไม่ใช่ "อาราชิ"แล้ว มีเส้นทางอื่นที่เลือกไว้ไหม?
"ก็ไม่มีแหละเนอะ ผมคิดว่า ทั้งสิ่งที่คนทั่วไปบอกผม กับสิ่งที่ผมคิดเองโดยส่วนตัวมันเหมือนกันน่ะ ความฝันก็ไม่มี แล้วก็คงเข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็คงก็หางานทำ เพราะฉะนั้นมันถึงได้น่าประหลาดใจไงล่ะ ถ้าจังหวะมันผิดไปจากนี้นิดเดียว ผมก็คงไม่ได้เป็นอาราชิแน่"

โชคชะตาที่ถูกเลือกโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วซากุไรคุงยอมรับกับความเป็นจริงนั้นได้ยังไงกันนะ
"ผมเป็นคนที่ค่อนข้างยึดถือความเป็นจริง(realism)นะ อืม ผมไม่คิดว่าได้พยายามไปแล้วนะ
บางทีแล้วอาจจะเป็นอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นจังหวะเวลา หรืออาจจะเป็นดวง......ก็ได้นะ"


งานของเขาในฐานะอาราชิเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับยุคของเขาและการทำไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ด้านการเรียนก็ไม่ได้ละทิ้ง กับการทำงานก็ไม่มีอ่อนข้อให้ ถ้าหากว่าในโลกนี้มีคนที่มีพรสวรรค์อยู่ละก็
ซากุไรคุงก็คงเป็นคนที่มีพรสวรรค์คือความขยัน เพราะหากไม่มีพรสวรรค์แล้วก็ไม่อาจทำงานในโลกอันโหดร้ายนี้ได้แน่

"ผมน่ะ คิดว่าผมไม่ค่อยมีความสามารถพิเศษอะไรอยู่แล้ว มันก็เลยกังวลน่ะแหละ ถ้าไม่สะสม(ประสบการณ์)เอาไว้... ที่ว่าเป็นคนขยันเนี่ยผมก็ไม่เคยคิดอะไรขนาดนั้นมาก่อน ถ้ามีคนประเมินค่าแบบนั้น มันก็เป็นเพราะว่าความกังวลนั่นแหละ แต่ว่านั่นน่ะไม่ใช่ว่าไม่มีความมั่นใจในตัวเองนะ ความหมายก็คือ ผมเชื่อมั่นในตนเองจริงๆ เพราะฉะนั้นถึงไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ แต่ก็คงเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในเรื่องขยันละมั้ง"


พรสวรรค์ในเรื่องขยัน เขาได้ยกตัวอย่างจากหนังสือพิมพ์ที่ได้อ่านในระยะนี้ แล้วเล่าต่อมาว่า
"ถ้าจะพูดถึงจำนวน​ ​(ความขยัน) ละก็ น่าจะเป็นคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้แหละมั้ง มีจดหมายที่เขียนเริ่มต้นว่า "วันนี้ไม่มีเวลาเลยเขียนจดหมายมาเสียยาว ขออภัยด้วย" พูดง่ายๆก็คือการจะพูดอะไรออกมาเรื่อยเปื่อยนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่่ว่าการจะสื่อสารออกมา (output)ได้อย่างน่าเชื่อถือโดยสรุปออกมาจากสิ่งที่เราสะสมไว้ในสมองเนี่ยเป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ ผมเริ่มจะคิดได้ว่านี่ก็เป็นสิ่งสำคัญ ยังไงละ...เป็นผู้บอกข้อมูลมือสองน่ะ เอาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มาอธิบายอีกที(หัวเราะ)"

เพื่อให้เข้าใจถึงบุคลิกไปจนถึงความจริงจัง ในโลกของสื่อมวลชนนั้น ก็ยังมีบทบาทของเขาปรากฏอยู่ด้วย
"ข้อมูลจากหนังหรือว่าหนังสือที่อ่านมันเยอะมากเลย เป็นแหล่งข้อมูลใหญ่ที่ผมสนใจ ถ้าคิดดูแล้วในบริษัทก็ยังไม่มีใครเคยทำด้วย (งานด้านสื่อมวลชน) ตรงนั้นอาจจะเป็นประเด็นใหญ่ก็ได้"

ความคิดของเขาก็ได้เป็นความจริงในการเป็นผู้ประกาศข่าวที่กำลังเข้าสู่ปีที่สามในปีนี้
"อายุ 27...เป็นจอห์นนี่ส์...ซากุไร โช แห่งอาราชิได้มานั่งในฐานะผู้ประกาศข่าวนี่น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยก็เป็นได้ บางที...ถ้าไม่ใช่ด้วยสถานภาพนั้น ก็คงได้แต่เชื่อว่ายังมีคนที่ไม่สนใจพวกเราเลยอยู่ ตอนนี้ผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่นะ"

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ความสงบของซากุไรคุงก็ยอดเยี่ยมมาก นั่นเป็นตัวตนที่แท้จริงหรือเปล่า?
"วันนี้มาในโหมดเป็นทางการน่ะ (หัวเราะ) ผมชอบพวกคอนเสิร์ตหรือว่างานเทศกาลซะมากกว่านะ เพราะพอแฟนๆกริ๊ด~มาให้ ผมเองก็อยากร้องกลับไปเหมือนกัน ยังไงช่วงเวลานั้นก็สนุกที่สุดแหละเนอะ โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ kokuritsu kasumigaokakyougijou ด้วย เพียงทอดสายตามองออกไปก็มีแต่แฟนๆของพวกเรา รู้สึกซาบซึ้งมากเลยล่ะ
เอ๋? หลังจากคอนเสิร์ตเหรอ? ส่วนใหญ่ก็ไปดื่มกันแหละมั้ง เพราะพอไปดื่มกับสตาฟที่มาดูคอนเสิร์ตแล้วล่ะก็จะได้รับคำชมเยอะแยะเลย (หัวเราะ) พูดถึงหลังจากคอนเสิร์ตแล้วก็ต้องยกให้การไปดื่มเพื่อรับคำชมเนี่ยแหละ (หัวเราะ)"


นอกเหนือจากบนเวทีแล้ว ในสายตาของซากุไรคุงมีเรื่องอะไรอยู่บ้างอีกนะ?
"เพราะโดยปกติแล้วเรื่องที่เข้าหูพวกผมจะเป็นเรื่องดีซะมาก เลยไม่รู้ว่านั่นมันเป็นเรื่องโกหกหรือว่าจริงกันแน่ เพราะฉะนั้นเล่นคอนเสิร์ตแล้วถึงจะเข้าใจ ถ้ามีคุณแม่อุ้มลูก มากันทั้งครอบครัว แม้กระทั่งกลุ่มผู้ชายสามคนก็ยังมาดูอยู่ประจำ จริงๆแล้ว ก็มีแต่ที่นั่นน่ะแหละที่ทำให้รู้สึกว่ามีคนหลากหลายที่รู้จักเรา เพราะฉะนั้นผมเห็นใบหน้าของทุกคนหมดแหละ ประมาณว่า "อา...คนนั้นกลายเป็นแฟนของ***ไปแล้วเหรอ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังถือพัดผมอยู่เลยนี่นา ผมทำอะไรผิดไปรึเปล่านะ(หัวเราะ)"

อาราชินั้นก็กำลังมุ่งหน้าสู่ปีที่10 ความรู้สึกลึกๆนั้นย่อมมีอยู่แล้ว แต่ว่าซากุไรคุงนั้นได้มองไปยังอนาคตต่อจากนี้แล้ว
"ประมาณสามปีได้แหละมั้ง ถ้าหากทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ของวันนี้ และของวันพรุ่งนี้ต่อไปอย่างบ้าระห่ำใส่ไป120%ละก็ ผมรู้สึกว่าถนนที่มันเชื่อมกันอยู่กับจุดหมายนั้นจะเปิดออกน่ะ ในทางกลับกันลักษณะเด่นของงานพวกเรา มันมีจุดที่หากหยุดแล้วก็จบน่ะ มันก็เลยต้องวิ่งต่อไปไม่หยุด ตอนนี้ผมตั้งตารอปีที่11สุดๆเลย ผมไม่อยากให้หลังจบงานเทศกาล (เปรียบกับการฉลองครบ10ปี) มันกร่อยลงไปเหมือนหลังจบเทศกาล ทีละก้าวๆ เหมือนกับที่เป็นอยู่ตอนนี้ ค่อยๆสะสมมันไปเรื่อยๆ มันก็น่าจะเป็นรูปเป็นร่างเข้าสักอย่างหนึ่ง จากปีที่11นี้ก็ยังเป็นสภาพเดิมแหละครับ ของานเถอะนะครับ เบอร์โทรศัพท์ของบริษัทอยู่ตรงนี้ กรุณาติดต่อมาทางนั้นนะครับ (หัวเราะ)"

ในฐานะที่เป็น ซากุไร โช เพศชายอายุ27ปี เหมือนจะมีเรื่องที่กังวลอยู่นิดหน่อย......
"เป็นเรื่องของครอบครัวผมน่ะแหละครับ บทบาทของผมตอนนี้ มันน่าสงสัยน่ะครับ เป็นลูกชายคนโต เริ่มทำงานตั้งแต่ยังเด็ก ความรู้สึกว่าถูกพึ่งพาจากพ่อแม่ จากน้องสาว จากน้องชายมันค่อนข้างจะเยอะนะ แน่นอนว่าเสาหลักของบ้านก็คือพ่อกับแม่สองคน......จะบอกว่าหลักก็ไม่ได้หรอก แต่ก็เป็นเสาต้นนึง ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่ผมก็ยังเกาะพ่อแม่อยู่ ตอนนี้ก็ยังอยู่ที่บ้านของพ่อแม่น่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าอีกไม่นาน...นะ ปีนี้ก็คิดว่าอยากจะย้ายออกมา สถานที่ก็...อยากให้ห่างจากบ้าน เพราะถ้าอยู่ใกล้บ้านละก็มีหวังผมได้กลับบ้านเอาน่ะสิ อยากอยู่ที่ๆให้ความรู้สึกว่าแยกออกมาน่ะ"

บรรทัดหนึ่งจากเนื้อแรพที่ซากุไรคุงแต่ง จากเพลง kaze no mukou e ของอาราชิ ว่า

"สิ่งที่เชื่อมั่นตลอดมาเพื่อตนเองนี้และเพื่อทุกคนที่มีความฝัน คำขอบคุณนั้นเพื่อครอบครัว เชื่อว่าเพียงแค่ตราบใดที่ยังมีกำลัง  แม้ความไม่อดทนนั้นสักวันก็จะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงเรา..."

คนที่สามารถเขียนเพลงสื่อออกมาตรงๆเช่นนี้ ทำให้เรารู้สึกเข้าใจเรื่องราวของซากุไรคุงขึ้นมานิดนึง

ในคำพูดที่มีเหตุมีผลนั้นยังมีวิธีการพูดที่เฉลียวฉลาดและความอบอุ่น ท่าทางของการโพสเมื่อยืนต่อหน้ากล้องอย่างไม่ขัดเขิน ความประพฤติที่ดูสมาร์ทไม่มีช่องโหว่ ทั้งยังพูดถึง "ความไม่ได้เรื่องที่ชวนให้ยิ้ม" ได้ ความขยันขันแข็งนี้คงอยู่ได้ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่ยอดเยี่ยมของอาราชินั่นเอง แต่ว่าความประพฤติที่สมบูรณ์แบบนั้นก็ทำให้รู้สึกเป็น "กำแพง" ไปได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เลยอยากเห็นซากุไรคุงที่ลดภาระลงจากบ่าลงสักนิดบ้าง ไม่ต้องรีบร้อนผลีผลามก็ได้ เพราะว่าจนถึงตอนนี้อาราชินั้นก็ค่อยๆเดินมาด้วยจังหวะเรื่อยๆสุขุมรอบคอบอยู่แล้ว อยากเห็นซากุไรคุงที่เร่ือยๆสบายๆบ้าง
ทว่าจากนี้ก็จะยิ่งละสายตาไปจากซากุไรคุงและอาราชิไม่ได้เสียแล้ว

----------------------------------------------

คิดว่าคงมีที่ผิดพลาดอยู่แน่ ต้องขออภัยจริงๆนะคะ
ปกติเราแปลพวกแมกทั่วไปอย่างดูเอท วิ้งอัพ โปโปโระ หรือหนังสือทีวี
พวกนี้จะแปลง่ายกว่าเพราะจะเป็นคำถาม-ตอบสั้นๆ
แต่คราวนี้เป็นหนังสือที่เขียนเป็นบทความ ไวยากรณ์มันเลยยากไปด้วยแถวๆระดับหนึ่ง-สอง ซึ่งเรายังไม่โปรอย่างแรง
ถ้าหากอ่านแล้วงงหรือไม่ค่อยเข้าใจต้องขออภัยจริงๆ m(_ _)m
ซากุไรตอบคำถาม(ช่วงหลังๆ)จริงจังมาก เลยแปลยากไปด้วย *ปาดเหงื่อ*

ขอบคุณทุกคนที่อ่านนะคะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ มีประโยคเดียวที่ลอยอยู่ในหัวฮะ..

"ซากุราอิ โช .. เคโอบอยสินะเนี่ย.."
question

แต่สุดท้ายก็รักคุงโชเพราะคุงโชเป็นแบบนี้แหละฮะ ^^

#1 By [ yuu e ] on 2009-03-23 03:05

ชอบคนที่เขียนบทความประกอบโชคุงไปด้วยจริงๆ
ท่าทางจะเป็นแฟนอาราชิตัวยง
ขนาดจับถึงเนื้อเพลงที่แสนพิเศษท่อนนั้นได้(เฮาก็ชอบมาก โชคุงคิดได้ไงเนี่ย เจ๋งสุดๆ)

โชคุงตอนเด็กๆ ไฮโซโครตๆ
ขำที่มีแอบของานด้วย (เยอะขนาดนี้ยังไม่พออีกเหรอจ๊ะ ซากุไร)

ขอบคุณน้องแพรที่แปลคับผม
เก่งมากๆ ถือว่าเป็นการพัฒนาฝีมือละกันเนอะ ฝึกเยอะๆ แปลอาราชิอีกบ่อยๆ(ช่วยเหลือพี่แอนตาดำๆที่ไม่มีความสามารถล่วย) 555 สู้ๆ คับ

ขำแทค..งามอย่างมีคุณค่า..ซากุไร

#2 By freestyle! on 2009-03-23 07:52

อ่านแล้วรู้สึกว่าโชจังเป็นโรค -มีความรับผิดชอบสูง- อ่ะค่ะ
sad smile

แต่ชื่นชมมากๆ เลยหล่ะ เพราะหมีเป็นพวกเอ้อระเหย
และขี้เกียจมากๆ open-mounthed smile

#3 By whitefatbear (119.46.57.229) on 2009-03-23 09:33

ภานับถือซากุไร โชมากๆเลยค่ะ
ทำไมถึงทำงานหนักได้ขนาดนั้น ทั้งงานทั้งเรียน
แล้วตอนนี้ภาระของโชคุงก็ยังไม่ยอมหมดไปซะที
(ขนาดนี้แล้วยังจะของานล่วงหน้าอีก เหอๆๆ)
ภาไม่คิดว่าตัวเองทำได้ เพราะไม่ใช่คนรับผิดชอบสูงขนาดนั้น
แร๊พของโชคุง ชอบมากๆเลยค่ะ ความหมายดีจังเนอะ

ชอบตรงนี้อ่ะค่ะ

"อา...คนนั้นกลายเป็นแฟนของ***ไปแล้วเหรอ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังถือพัดผมอยู่เลยนี่นา ผมทำอะไรผิดไปรึเปล่านะ(หัวเราะ)"

ชอบเพราะมันขำดีค่ะ โชคุงจ๋า คิดมากจัง อาจจะเป็นพัดของเพื่อนเค้าก็ได้นะ
(ว่าแต่ จำแฟนเพลงคนนั้นได้ไง)


แล้วก็ ขอบคุณแพรซังด้วยค่ะ ที่อุตส่าห์แปลออกมาให้อ่าน
นับถือในความพยายามค่ะ (ซึ่งภาไม่มี sad smile )
ขอบคุณมากๆเลยนะคะ สู้ๆค่า

#4 By p_tomoyo on 2009-03-23 10:18

ตามคนข้างบนมา อิอิ

อ่านแล้วยิ่งหลงรักซากรุไรคุง เป็นอีกหนึ่งมุมของโชจังที่ดีมากๆ เลย
เป็นคนที่ขยันสุดๆๆ เชื่อว่าวันหนึ่งความฝันของโชจังจะเป็นจริงแน่นอน

มาพยายามด้วยกันเถอะ >___<

ขอบคุณมากนะคะ เป้นบทแปลที่ยาวและน่าประทับใจมากๆ

ปล. อ่านเนื้อเพลงหลังจากบทสัมภาษณ์แล้วรู้สึกลึกซึ้งขึ้น

#5 By katsudon (124.121.133.134) on 2009-03-23 11:16

เป็นคนที่เท่จริงๆแฮะ

ฟ้าประทานมากๆ
ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ทั้งนิสัยดี
แถมยังมีหลุดต๊องด้วยอ่า

ดีใจจริงๆที่โชคุงมาเป็นอาราชินะ

#6 By Hikaru on 2009-03-23 12:08

ช่วงนี้พี่โชเครียดขึ้นจริงๆแหละ

แต่ว่า พอถึงรายการของชิทีไร

ก็กลับมาโหมดเดิมเสมอๆ

รักพี่โช รักมาซากิ รักอาราชิ

#7 By Yuki ARASHI on 2009-03-23 17:12

ดูจากคำที่แพรแปลมา รู้เลยว่าคุณเขาใช้ศัพท์แสงหรูหรามากมาย

เป็นผู้ชายที่มีแก๊บระหว่างโหมดซีเรียสกับโหมดฮาเฮกว้างมากๆ
และเป็นคนที่เข้มงวดกับตัวเองพอๆกับใช้ชีวิตอย่างสนุกสนามอย่างที่ต้องการได้พร้อมๆกัน





#8 By โป้ย (58.8.100.228) on 2009-03-23 22:27

ชีจริงจังอ้ะะ อ่านอันนี้แล้วแบบว่าจริงจังจนฉันต้องหันกลับมามองตัวเองงง นี่ตรูทำอะไรอยู่

จะสอบใบประกอบวันพรุ่งนี้ ข้าพเจ้ายังนั่งอ่านบทแปลของซากุไร ผู้ที่มีพรสวรรค์คือความขยันน

อยากมีพรสวรรค์แบบนั้นมั่งงงง

อยากขยันได้ครึ่งหนึ่งของชีๆๆๆๆ

ชีดูจริงจังเนอะในเล่มนี้ อยากให้คนสัมภาษณ์มาดูชีเวลาสัมภาษณ์เล่มอื่นหรือไม่ก้ตอนทำอะไรบ้าๆดูจัง จะได้รุ้ว่าชีก็ไม่ได้เครียดอะไรปานนั้นหรอกกก

แต่ชีเก่งอ้ะ อิจฉาาา

ปล.โฮมสเตย์นี่คงไม่ใช่ฮังการีหรอกนะ!!

#9 By jackky on 2009-03-24 21:30