FREESTYLE*SATOSHI OHNO INTERVIEW 1
posted on 06 Mar 2009 18:31 by sakuraiohno in translation
กลับมาแล้วล่ะ
หลังจากหายไปรบได้พักนึง
แปลไว้นานแล้วเพิ่งได้ฤกษ์เอามาลงบล็อก เป็นบทสัมภาษณ์จากหนังสือ FREESTYLE ของโอจัง
ผิดพลาดเช่นใดขออภัยเช่นเคยค่ะ ศัพท์เทคนิคเยอะทีเดียว
และขอบคุณอาจารย์ที่สสท.มากค่ะที่ให้ความช่วยเหลือในการแปล (ไวยากรณ์ระดับสองเรายังไม่รู้วว)
ขอบคุณบิว(กิ๊ฟไทย)และไอเพื่อนสาวที่ช่วยตรวจทานภาษาไทยให้นะจ๊ะ
warning: มันยาวมากนะขอบอก และนี่ยังแค่ครึ่งเดียว ยังมีภาคต่อตามมาทีหลังอีกนะ โปรดติดตาม
เชื่อในตนเอง และก็เชื่อในความเป็นไปได้ที่เรียกว่า "ความรัก"
SATOSHI OHNO INTERVIEW
“สักวัน.....จริงๆนะ สักวันหนึ่ง อาจจะตอนอายุ 30 หรือ 40 ก็ได้......
อยากลองจัดงานแสดงศิลปะดู" โอโนะที่เคยเล่าให้ฟังเช่นนั้น เป็นเรื่องเมื่อ 6 ปีก่อนไปเสียแล้ว
- เคยบอกว่าตอนที่เริ่มเขียนภาพครั้งแรก ได้รับอิทธิพลมาจากเพื่อนสมัยประถม
ใช่ๆ จนถึงชั้นป.6 เอาแต่วาดรูปมาตลอดเลย แน่นอนว่าตอนแรกๆก็ต้องเป็นรูป "ดราก้อนบอล" (หัวเราะ) ตอนไปบ้านเพื่อน เพื่อนก็วาดรูปโงกุนอยู่ (ตัวจริงชื่อโงกู แต่เอาตามที่คนไทยเรียกกันละกันเนอะ) ตอนที่เห็นรูปนั้นก็คิดว่า "เก่งจังเลย......อยากวาดมั่งแฮะ" ก็เลยเริ่มมาจากตรงนั้น แต่ว่าเพื่อนผมก็เก่งกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ เจ็บใจอยู่เหมือนกัน......แต่ว่าตัดสินใจแล้วว่า "ยังไงก็จะไปถึงตรงนั้นให้ได้!” ถ้าไปไม่ถึงละก็มันก็จะยังรู้สึกค้างคา เพราะฉะนั้น ก็เลยวาดรูปด้วยใจมุ่งมั่นว่าจะเก่งกว่าเพื่อนให้ได้มาตลอด ที่สำคัญก็คือชอบเลียนแบบคนนั่นแหละ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เริ่มมาจากการเลียนแบบก่อน อย่างเรื่องเต้น ก็มีคนที่ชื่นชอบอยู่ อยากเต้นให้เท่ได้เหมือนคนนั้นก็เลยนั่งดูวีดีโอเสียยาวยืดขนาดที่เทปแทบพังเลยละ ค่อยๆเข้าใกล้ไปทีละเล็กทีละน้อย จนเมื่อมาถึงในจุดเดียวกันได้แล้ว จากนั้นก็จะเกิดของแท้ขึ้นมา "คนนั้นทำอย่างงี้เหรอ...แต่ถ้าเป็นผมอยากทำแบบนี้ล่ะ" ......มันเป็นไปโดยธรรมชาติน่ะ
- นั่นก็เป็นสมัยประถม แล้วต่อจากนั้น?
แล้ว....ก็เข้าโรงเรียนมัธยม และก็เข้าชมรมแบดมินตัน ที่จริงแอบติดใจแบดฯอยู่เหมือนกันนะ(หัวเราะ) พอตอนม.2เข้าจอห์นนี่ส์......ก็เลยได้วาดรูปน้อยลง ตอนนี้เลยหันมาติดใจการเต้นแทน แล้ว...ก็ไปเกียวโต......เพราะเหตุนั้น อืม ยังไงก็ไม่รู้ ก็ได้กลับมาเริ่มวาดรูปอีกครั้ง มีคนนึงเป็นเพื่อนที่อยู่เล่นละครเวทีด้วยกัน (KYO TO KYO) เขาชอบภาพวาดเหมือนกัน ก็เลยนั่งวาดกันสองคนใเวลาอยู่ในห้องพัก ผมเองก็ไม่ได้วาดมานานเลยอยากวาดขึ้นมา รูปนั้นไม่ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือรวมภาพเล่มนี้หรอกแต่ว่าเป็นรูปที่ใช้ปากกาวาดอย่างประณีตเลย เพราะว่าตอนนั้นเล่นบทอุชิวากามารุก็เลยวาดอุชิวากามารุเป็นแบบ grotesque* (หัวเราะ) เสร็จแล้วรูปนั้นช่างแต่งหน้าบังเอิญมาเห็น ก็เลยบอกผมว่า "ยังมีวิธีการหลากหลายมากกว่านี้อีกเยอะเลยนะ" อุปกรณ์ที่ทำให้วาดได้เหมือนจริง หรือว่าวิธีการอะไรพวกนั้นหรืออย่างวิธีการใช้ดินสอสี...... แล้วพอได้ทำหลายๆอย่างเข้าก็นับว่าวาดภาพเหมือนจริงได้แล้วล่ะ ช่วงนั้น ถ้าพูดถึงรูปที่วาดก็ต้องเป็น......รูปอูฐ อย่างเช่นรูปนั้น แล้วก็รูปคนที่ครึ่งหน้าเป็น "FATHER” กับ "MOTHER” น่ะ ผมเริ่มวาดรูปแบบนั้นแหละ
*หมายเหตุ A style of painting, sculpture, and ornamentation in which natural forms and monstrous figures are intertwined in bizarre or fanciful combinations.
- นั่นก็...เป็นช่วงก่อนและหลังการเดบิวท์ในปี 1999 พอเดบิวท์แล้วคิดว่าคงยุ่งกับงานทุกวัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังวาดรูปอยู่ จนถึงปี 2001ถือว่าวาดเอาไว้เยอะเลยนะ
ก็ยังวาดแหละ ก็...เป็นการลงสีน่ะ ในที่สุดก็สามารถเข้าใจวิธีการลงสีน้ำด้วยตนเองได้ พอเริ่มวาดรูปได้ใกล้เคียงกับที่จินตนาการไว้ก็รู้สึกสนุกขึ้นมา เลยวาดซะเยอะแยะเลย วาดเลียนแบบรูปอูฐที่พูดถึงเมื่อกี้ แล้วก็เอามาลงสี รูปตึกบ้าง รูปกอริลล่าบ้าง พอปี 2002 ก็เริ่มถ่ายทำปิกันจิภาคแรก แล้วตอนปิกันจิภาคสองล่ะ? อา......ช่วงนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้วาดเลย เอ๋? นั่นมันปี 2003 เหรอ? ที่ถ่ายทำมันเดือนตุลาฯปี2003นี่เนอะ จำได้หมดแหละ แล้วพอเข้าปี 2004 ก็มีไลฟ์ตอนต้นปี แล้วหลังจากนั้นต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ก็เล่นละครสั้นเรื่อง Yonbun no ichi no kizuna แต่ว่าระหว่างนั้นก็ได้รับบทละครเวทีเรื่อง TRUE WEST มาแล้ว เพราะฉะนั้น ช่วงนี้เลยไม่ได้คิดเรื่องของการทำผลงานอะไรเลย
- หลังจากนั้น ความสนใจในด้านงานสามมิติก็เริ่มแสดงออกมา
ใช่ ผมชอบอะไรที่มันดูเหมือนจริงน่ะ......แล้วงานสามมิติมันก็ดูสมจริงกว่าไม่ใช่เหรอ เพราะงั้นก็เลยทำ Sculpey (ดินปั้นยางไม้) มาจนถึงช่วงก่อนโกลเด้นวีคในเดือนพฤษภาคมปี 2005 แล้วก็เกิดความคิดอยากกลับมาวาดภาพอีกครั้งนึง พอดีช่วงโกลเด้นวีค1สัปดาห์มีวันหยุดก็เลยคิดว่าจะใช้เวลา1สัปดาห์นั้นสเก็ตช์รูปให้เสร็จ แล้วก็เริ่มลงมือวาด ห้าวันก็เสร็จแล้ว รูปนั้นก็คือรูปคนผิวดำ (ที่คาบบุหรี่) หลังจากนั้นก็มี workshop ของโจอี้ (ผู้กำกับการแสดงของ west side story) แล้วก็แสดงคอนเสิร์ตทัวร์อัลบัมONE ......แล้วก็มีละครเวที Bakumatsu banpuu ต่ออีก ตอนนั้นยังไม่มีความคิดว่าอยากจะจัดงานแสดงศิลปะขนาดนั้นหรอก ก็แค่......ทำไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในปี 2005 หลังจากทำงานดินปั้นไปนิดหน่อยก็วาดรูป แล้วถึงมามุ่งมั่นจดจ่อกับทัวร์คอนเสิร์ตและก็ละครเวทีน่ะ การไปรำ่เรียนศิลปะวิชาการมัน......ไม่ไหวมันยากไป (หัวเราะ) แล้วก็...ทำอะไรต่อนะ? อ๊ะ!ช่วงบังกุมัตสึก็ได้ออกเรือด้วยใช่ไหม? ในรายการน่ะ (มาโกะมาโกะอาราชิ) ช่วงนั้นน่ะ ตอนต้นปีได้ทำงานโซโล่ไลฟ์มา แล้วระหว่างที่ได้ไปเล่นโซโล่ไลฟ์ตามต่างจังหวัดก็เริ่มทำฟิกเกอร์ขึ้นมาเป็นครั้งแรกล่ะ
- ที่เริ่มทำฟิกเกอร์นี่มีเรื่องราวที่มาที่ไปเป็นยังไง?
เคยทำ(ฟิกเกอร์)ด้วยดินเหนียวมาตลอด ขึ้นชื่อว่าดินเหนียวแล้วเนี่ยเวลาผ่านไปมันก็จะเริ่มร้าวน่ะ เพราะงั้นก็เลยคิดว่า "จะทำให้มันแข็งแรงกว่านี้ไม่ได้หรือไงกันนะ?” น่ะ เลยลองใส่ปูนปลาสเตอร์ดู แต่ว่าปูนปลาสเตอร์ก็เหมือนเดิม ถ้าทำหล่นมันก็แตกใช่ไหมล่ะ? อย่างงั้นก็ไม่ไหว อยากทำให้มันแข็งแรงทนทานกว่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีแบบพิมพ์ที่ทนทานแล้วล่ะก็จะทำสักกี่อันก็ได้ แล้วก็ลงสีให้มันหลากหลาย......ความคิดนี้มันก็เลยปิ๊ง!ขึ้นมา คิดว่าน่าสนใจดีเลยเริ่มจากตรงนั้น เคยลองใส่ปูนปลาสเตอร์แต่ว่า แบบพิมพ์ปูนปลาสเตอร์เนี่ย......พอตากให้แห้งแล้วมันใช้ไม่่ได้น่ะ เวลาทำแบบพิมพ์ถ้าเทเร็วเกินไป สองสามครั้งมันยังทำได้ก็จริง แต่มันก็ยังดูจำกัดๆไป มันไม่มีทางอื่นอีกแล้วเหรอ? จากตรงนั้น สรุปก็คือมันเกิดมาจากความผิดพลาดซ้ำๆน่ะ โซโล่ไลฟ์จบ ปูนปลาสเตอร์ก็เสร็จ แล้วก็ได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่ายางเรซิน จากนั้นก็เลยเกิดรุ่นที่1ขึ้นมา (*หมายเหตุ ฟิกเกอร์ที่โอโนะสร้างขึ้นนั้น มีโมเดลแม่แบบทั้งหมด 10 แบบที่ขึ้นอยู่กับชนิดและช่วงเวลาที่ทำ เขาจะเรียกแต่ละอันว่า "รุ่นที่1” ถึง "รุ่นที่ 10”) ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ได้มั้ง? ปี 2006 เดือนกุมภาพันธ์ก็เริ่มทำรุ่นที่ 1 จนกระทั่งตอนที่เปิดกล้องถ่ายทำหนังเรื่อง Kiiroi Namida ในเดือนมีนาคมก็ทำสำเร็จไปสามรุ่น ทำโมเดลมหัศจรรย์ได้แล้ว(หัวเราะ) รู้สึกดี๊ด๊าประมาณว่า "โอ้ เยี่ยมๆ เจ๋งเลย!” และด้วยแม่พิมพ์สามรุ่นนั้นก็ทำ(ฟิกเกอร์) ได้เยอะแยะเลย ก็เลยคิดว่า งั้นจากนี้ก็จะทำให้ถึง 100 อันเลย! แล้วก็ทำรุ่นที่4มาเรื่อยๆ......ช่วงที่เครื่องเริ่มทำงานก็กลับต้องเริ่มถ่ายทำหนังเลยทำให้ต้องหยุดไปได้แต่คิดว่า "ต้องอดทน2เดือนเลยเหรอ......” มันคันไม้คันมือยังไงก็ไม่รู้ แถมช่วงที่ต้องรอถ่ายทำก็มีเวลาเยอะแยะ จะนอนตรงนั้นก็ไม่ได้ เพราะว่าเล่นบทจิตรกรที่ในเรื่องจะต้องสร้างผลงานอะไรสักอย่างขึ้นมา...อาจจะทำเกินหน้าที่ไปหน่อย...แต่เพราะมันใกล้เคียงกับบทที่ได้รับไง ถ้าเป็นนักเล่นกระดานโต้คลื่นก็คงต้องทำอะไรต่างไปจากนี้ใช่ไหมละ?
- อ้อ อย่างนี้นี่เอง! จิตรกร...เพราะว่ามันก็เกี่ยวข้องกับศิลปะอยู่แล้ว......
ใช่ คิดอยากจะสร้างผลงานของตัวเองบ้างน่ะ (หัวเราะ)
- จากเหตุผลแล้ว...ตอนนั้น ก็ดูเหมือนจิตรกรดีนะ
หุๆๆ ที่จริง เพราะว่าผมแสดงหนังไม่ค่อยเก่งหรอก (หัวเราะ) แล้วผมเนี่ยถ้าเกิดวันนึงไม่ได้อะไรที่อยากทำสักอย่างละก็ (หัวเราะ) มันจะปวดกระเพาะขึ้นมาน่ะ อย่างงั้นก็แย่น่ะสิ! การถ่ายทำเสร็จตอนกลางดึกก็จริงแต่ผมก็ทำผลงานต่อจนถึงเช้า แล้วก็ไปโลเกชั่นถ่ายทำต่อโดยที่ไม่ได้นอน แต่ทำอย่างนั้นกลับรู้สึกสดชื่นมากกว่าไม่ได้ทำเสียอีก ใช่แล้ว แล้วพอปิดกล้อง ประมาณกลางๆเดือนสิงหาฯได้ไหมนะ? ก็ทำเป้าหมาย 100 อัน สำเร็จ จากนั้นก็เริ่มทำเก้าอี้ แล้วพอเดือนกันยายน คอนเสิร์ตที่มีกำหนดการว่าจะเล่นที่ประเทศไทยถูกยกเลิกเพราะมีการปฏิวัติ......ก็เลยใช้เวลาสามวันตอนนั้นทำแบบพิมพ์ส่วนที่เป็นมือกับเท้าของเก้าอี้ แล้วต่อจากนั้นก็มีการแถลงข่าวละครเวทีเรื่อง Tenseikunpuu ช่วงปลายปี 2006 ระหว่างกำลังแสดงบนเวทีก็ได้พูดเรื่องนี้กับคุณJulie ว่า "อยากจัดงานแสดงศิลปะ" ล่ะ แล้วพอขึ้นปีใหม่ ปี 2007 ก็ทำแบบพิมพ์รุ่นที่ 9 เสร็จ ตอนเดือนธันวาคมที่แสดงอยู่ที่โอซาก้า เกิดเจ็บคอขึ้นมา ก็เลยโดนกักตัวไว้ในโรงแรม แล้วแบบพิมพ์ดินเหนียวรุ่นที่ 10 ก็ถือกำเนิดที่โรงแรมนั่น ส่วนเจ้ารุ่นที่ 9นั่นทำตอนวันที่ว่างจากการแสดงที่โตเกียว ใช่แล้ว ไม่ว่าจะมีเวลาว่างตอนไหนก็ไม่ปล่อยให้เสียไปเปล่าๆ(หัวเราะ) เพราะว่าบอกเค้าไปแล้วนี่ว่า "อยากจัดงานแสดงศิลปะ" ขนาดหลังการแสดงสองรอบก็ยังทำเลย.....ยังไงละ มันน่าสนใจขึ้นมาน่ะว่า ขนาดไม่มีเวลาอย่างงี้ก็ยังทำได้เลย! อยากนอนแต่ก็ยังทำ ประมาณนั้น(หัวเราะ) เพราะฉะนั้นเลยมีความประทับใจกับกระบวนการทำของรุ่นที่ 9นี่มากหน่อย พอขึ้นต้นปี 2007 ก็มีไลฟ์ทัวร์ AAA และก็อีกหลายๆอย่าง เรื่องการทำผลงาน ก็ทำแบบพิมพ์ดินเหนียวรุ่นที่ 10เอาไว้แล้ว แต่ก็ไม่ได้สานต่ออะไรจนครึ่งเดือนกุมภาพันธ์ เพราะอย่างนั้นพอหลังจากผ่านครึ่งเดือนกุมภาฯไป
ก็คิดว่า "น่าจะวาดรูปใหญ่ๆสักรูปดีกว่า" จากนั้นก็เลยเริ่มวาดรูปลิงล่ะ เพราะว่าอยากวาดแบบไม่เร่งรีบ
ก็เลยคิดว่าจะใช้เวลาสักสามเดือน แล้วตัดสินใจว่าจะทำให้เสร็จภายในช่วงกลางๆเดือนเมษายนน่ะ
ได้ยินมาแต่ไหนแต่ไรว่าโอโนะเป็นคนพูดน้อย แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่พูดคุยได้น้ำไหลไฟดับเช่นนี้ พูดในอีกแง่หนึ่งก็คืออาจเป็นเพราะการสร้างสรรค์ผลงานในวันเวลาที่วุ่นวายของเขานั้น
กลายเป็นสิ่งที่ช่วยค้ำจุนจิตใจอย่างมากจนสามารถนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างละเอียด
ชัดเจน เขาจึงค่อนข้างเป็นคนที่ขยันทำงานหนักทีเดียว รู้ตัวบ้างไหม? โอโนะเป็นคนตัดสินให้ตัวเองว่าจะทำอะไร ตั้งแต่ตั้งใจว่า "จะวาดรูปใหญ่ให้เสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์" แต่ว่าก็เสร็จภายในห้าวัน หรือว่า "กำหนดว่าจะทำให้เสร็จภายในเดือนเมษายน" เป็นต้น กำหนดเส้นตายให้ตนเองแล้วก็มุ่งไป
สู่เป้าหมายนั้น ไม่ว่างานจะรัดตัวขนาดไหน ก็ยินดีจะลดหรือตัดเวลาพักผ่อนของตัวเองลงไป
ภายหลังจากนั้น พอทำให้เกิดความมุ่งมั่นจะเปิดงานแสดงผลงานศิลปะครั้งนี้ขึ้นมาแล้ว ก็ตัดสินใจกับการทำฟิกเกอร์ที่มี "เป้าหมาย 100 อัน" ว่า "จะทำให้เสร็จภายในปี 2006”
- ที่ว่า "จะทำฟิกเกอร์ 100 อัน" บ้างละ หรือว่า "จะวาดรูปให้เสร็จภายในวันนี้" บ้างล่ะ มันเริ่มมายังไงกับการสร้างเป้าหมายให้ตัวเอง
ไม่รู้เหมือนกัน......นั่นสิเพราะอะไรกันนะ(หัวเราะ) แต่ว่า ที่เริ่มตั้งเป้าหมายแล้วพยายามทำให้ได้ตามนั้นเนี่ย เพิ่งมาทำระยะหลังๆนี่เองแหละ
- มีแรงจูงใจอะไรรึเปล่านะ?
ที่เป็นอย่างนั้น......คงเป็นเพราะละครเวทีน่ะ พูดถึงละครเวทีเนี่ย แน่นอนว่าจะเล่นสดหรือยังไงก็ต้องเป็นอย่างนั้น ยิ่งละครเวทีเนี่ยมีเวลาฝึกซ้อมน้อยมาก วันแสดงก็ได้กำหนดไว้แล้ว ผู้ชมก็เข้ามา......ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องที่ทำการยืนยันไว้แล้ว จะหนีก็ไม่ได้
ใช่ไหมล่ะ? ก็เลยคิดปลอบใจว่า "ต้องทำได้สิวะ!” แต่ว่าพอใกล้ถึงวันแสดงวันแรกแล้ว ต่อให้คิดว่าทำไม่ได้ ยังไงผลออกมาก็ทำได้อยู่ดี เพราะมีประสบการณ์แบบนี้มาตลอดก็เลยคิดว่า"อา......คนเราเนี่ย ถ้าลองทำแล้วจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละเนอะ!” (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น เรื่องวาดรูปถึงจะเป็นงานอดิเรกก็จริงแต่ว่ากำหนดเวลาไว้หน่อยก็ดีนี่ ถ้าไม่กำหนดไว้ก็จะทำเรื่อยเปื่อยไปไม่เสร็จซะทีน่ะ
- งั้นเหรอ เริ่มจากตรงนี้นี่เอง
อย่างละครเวที พอทำแบบนั้นแล้วทำให้รู้สึกถึงการบรรลุเป้าหมายมากเลย เพราะงั้นแม้แต่กับงานอดิเรกก็คิดกับตัวเองว่า "จะทำให้เสร็จหลังจากนี้ไปกี่เดือนดี!" น่ะ แต่ว่าตัดสินใจกำหนดด้วยตัวเอง ความตั้งใจมุ่งมั่นมันก็ลดลงเป็นธรรมดาแหละ
ประมาณว่า "ยืดเวลาออกไปอีกหน่อยน่า" แต่ว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด! ทำมันพร้อมๆกับละครเวทีเนี่ยแหละ! แต่ว่าเพราะเป็นเรื่องของตัวเองมันก็เลยไม่ค่อยหนักแน่นเท่าไหร่ (หัวเราะ) เพราะงั้นก็เลยทำเกมลงโทษขึ้นมา......
- ทำเกมลงโทษตัวเอง?
ใช่ เช่นจะเลิกกินเหล้า ไม่ก็จะโกนคิ้วตัวเอง(หัวเราะ) ประกาศกับเพื่อนไว้เลยว่า "ยังไงก็ต้องทำให้เสร็จให้ได้! ถ้าทำเสร็จไม่ทันละก็ จะทำเกมลงโทษให้ดูเลย!” ถ้าต้องทำอย่างงั้นจริง......ไม่ไหวหรอก ไม่อยากทำอย่างนั้นนี่(หัวเราะ) พอตัดสินใจแบบนั้นแล้วทำสำเร็จได้......มันจะรู้สึกถึงการบรรลุความตั้งใจ ดีใจกับความรู้สึกที่ว่า "ทำได้แล้วล่ะ!” อย่างแท้จริงน่ะ
- ทำอย่างนั้นแล้ว เรื่องที่ "ถ้าจะทำก็ทำได้อยู่แล้ว" ก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นมา
ยังไงดี......คงให้ความรู้สึกเหมือนเกมละมั้งนะ(หัวเราะ) ชอบที่จะจำกัดเวลาจากงานที่ยุ่งแล้วมาทำเรื่องแบบนี้น่ะ ประมาณว่า
“ทั้งๆที่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้แท้ๆ......” น่ะ(หัวเราะ) แต่พอกำหนดวันไว้อย่างนี้แล้วจะเสร็จเร็วกว่าที่กำหนดไว้อีกนะ
- เสร็จภายในเวลาที่กำหนดเหรอ
ก็เสร็จนะ เพราะฉะนั้นอย่างตอนทำฟิกเกอร์ 100อันก็เสร็จเร็วกว่าเวลาที่กำหนดไว้ เพราะตอนนั้นเลือกเกมลงโทษว่าจะโกนคิ้วน่ะ(หัวเราะ) ถ้าตัดสินใจไปแล้วต้องทำน่ะ แล้วก็เพราะว่าพิมพ์ลายหัวแม่มือไว้แล้วน่ะ ทำถึงขนาดนั้นเลยล่ะรู้ไหม(หัวเราะ) ถึงเมื่อก่อนจะเคยคิดเล่นๆว่าโกนคิ้วออกไปให้หมดก็น่าสนใจดีเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่พอวันที่กำหนดใกล้เข้ามาเท่าไหร่ก็จะเริ่มคิดว่า ยังไงก็คงไม่ไหวหรอก ยังมีทัวร์เอเชียต่อจากนี้ จะไปทั้งๆที่คิ้วไม่มีน่ะเหรอ เพราะต้องเล่นไลฟ์ตลอด ต่อให้เขียนคิ้วพอเหงื่อออกมันก็ลบหมดอยู่ดี (หัวเราะ) เพราะงั้นก็เลยกลัวขึ้นมา ไม่ได้การแล้วยังไงก็ต้องทำให้เสร็จ! ทำอย่างนั้นแล้วรู้สึกว่าจะมีีสมาธิกับงานได้ดีกว่าน่ะ แล้วการทำงานเสร็จก่อนกำหนดเวลาก็เป็นเรื่องที่ดีด้วย
- เข้มงวดกับตัวเองแบบนี้นี่ เป็นคนที่ขยันเอาการเอางานจังเลยนะ
อย่างงั้นเหรอ? ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าก็......ถ้าทำไม่ได้ในวันที่กำหนดไว้ขึ้นมา ก็คงจะโกหกตัวเองไป ถึงจะมีเวลาที่อะไรๆไม่เป็นไปอย่างที่คิด แต่ถ้าเลือกที่จะแก้ตัว ก็มีแต่ตัวเองที่รู้อยู่แก่ใจ แล้วผมก็ไม่ชอบการโกหกตัวเอง ถึงแม้จะทำไม่ได้ตามวันที่กำหนดก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่ ถึงอาจจะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกระหว่างนั้นน่ะสำคัญที่สุดนะ
“ช่วงเวลาที่มุ่งไปสู่เป้าหมาย" นั่นล่ะสนุกที่สุด

#1 By Satoshi on 2009-03-10 13:03