ひみつの嵐ちゃん:ブラックボードSP

posted on 30 Mar 2012 22:51 by sakuraiohno  in report
ดูฮิมิทสึโนะอาราชิจังเมื่อวานแล้ว นอกเหนือจากความอิจฉาเด็กๆที่ได้ใกล้ชิดกับหนุ่มๆมาก (ฮ่าๆๆ)
ช่วงทอล์คตอนสุดท้ายก็เป็นอะไรที่ดีมากกกกกกก จนอยากจะบันทึกเอาไว้สักหน่อย
 
หลังจากไปตระเวนทั่วโรงเรียน พบปะเด็กๆแล้ว ก็เป็นช่วงที่ให้เด็กถามคำถาม
คำถามแรกมาจากเด็กที่ชื่อทาโร่ อายุสิบเจ็ด เล่นเบสอยู่ในวงออร์เคสตร้าของโรงเรียน
น้องถามว่า "ผมอยากเท่อะครับ คิดว่ามีอะไรที่ผมยังขาดตกบกพร่องไปบ้างไหม?"
 
คำตอบของโช
 
"ทาโร่ก็เท่อยู่แล้วนี่นา ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรที่ขาดตกบกพร่อง แต่เวลาที่เราทุ่มสมาธิกับอะไรบางอย่าง
หรือเวลาได้เห็นใบหน้าที่ไม่ค่อยมีโอกาสเห็นเนี่ย มันจะรู้สึกใจเต้นใช่ไหมล่ะ! 
อย่างทาโร่คุงก็ เบสใช่ไหม? ท่าทางเวลาที่ทุ่มเทให้กับมันสุดตัวเนี่ยต้อง มันต้องดูเท่อยู่แล้วละ
แทนที่จะไปเติมส่วนที่ขาด น่าจะมาเสริมสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้
จะเรียกว่าพรสวรรค์หรือความพยายามอะไรก็แล้วแต่เถอะ
อย่างนั้นน่าจะทำให้ดูเท่ขึ้นมาได้นะผมว่า แต่ว่าตอนนี้ก็เท่อยู่แล้วล่ะ!"
 
คำถามต่อไปมาจากหัวหน้าทีมเต้น ถามว่า เห็นอาราชิดูสนิทสนมกันมาก มีเคล็ดลับอะไรไหมคะ?
 
คำตอบของโช
 
"ด้วยวัยของทุกคนแล้วผมก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่หรอก แต่ถ้ามันมีคำตอบที่จะสะท้อนไปถึงกิจกรรมชมรม
หรือเพื่อนร่วมชั้นของทุกคนได้แล้ว ผมว่ามันน่าจะเป็น 'การตั้งระดับของความเกรงใจและการอดทน' นะ
การที่รู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจอะไรแล้วก็แรงใส่ไปทันทีเลยเนี่ยผมว่ามันไร้สาระ (nonsense) อยู่นะ
น่าจะอดทนดูสักครั้งนึง แต่ถ้าอดทนไปตลอด ก็จะไม่มีทางบอกคนๆนั้นได้ว่าเค้าแย่ตรงไหน
เพราะฉะนั้นตรงไหนที่สมควรบอก ก็บอกไป แต่ว่าก็ต้องตั้งระดับของความเกรงใจกับการอดทนเอาไว้
แล้วก็วัดระดับระยะห่างกับแต่ละคนไปอะไรแบบนั้นน่ะ"
 
ไอบะก็เสริมว่า 
"นอกจากนั้น เวลาที่อยู่ด้วยกันมันก็นานมาก บางทีนานกว่าที่อยู่กับครอบครัวด้วยซ้ำ
ตอนอยู่ม.สองเท่าๆกับทุกคนนี่ เราก็เริ่มมาซ้อมเต้นในจอห์นนี่ส์จูเนียร์เหมือนช่วงต่อเวลาของชมรม
จากตรงนั้นความผูกผันมันก็เริ่มขึ้นมา แล้วก็สะสมมาจนถึงทุกวันนั้น ผมรู้สึกอย่างนั้นนะ...ครับ แถ่นแถ้น!"
 
คำถามต่อไปมาจากเด็กอีกคน ถามว่า​"เคล็ดลับความเท่ของซากุไรคุงคืออะไรคะ?"
 
ชีถึงกับก้มปิดหน้ากับคำถามนี้
แต่ก็เงยขึ้นมาตอบว่า
 
"แต่ว่านะ... คำถามนี่... คือว่าคนเราอะนะ... (หัวเราะ) คือผมไม่เคยมีอะไรแบบนี้หรอกนะ
อยากจะถามเด็กผู้ชายด้วยซ้ำไป คือเราไม่พูดกับตัวเองหรอกเนอะว่า "เฮ้ยวันนี้เท่ว่ะ" ใช่มะ??
แต่สำหรับผม หรือที่จริงสำหรับทุกคนในอาราชิแล้ว การทำเท่หรือว่าแสดงให้คนเห็นว่าเท่เนี่ย
ส่วนหนึ่งมันเป็นงานของพวกเราอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็พยายามแสดงให้เห็นอีกด้านนึงอยู่เหมือนกัน
การเผยด้านที่ไม่ได้เรื่อง ด้านที่น่าอาย หรือเรื่องที่ไม่น่าภูมิใจของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ
ผมว่ามันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่นะ.... แล้วไอบะซังที่คิดว่าตัวเองเท่อยู่ตลอดนี่คิดยังไงบ้าง??"
 
ไอบะโดนแซวก็เลยตอบว่า
"เดี๋ยวก่อนนะ ฉันไม่เคยคิดอะไรอย่างนั้นเลยนะเว้ย แล้วก็ไม่ต้องโยนมาให้ฉันนักก็ได้!"
 
ชีก็เลยถามว่า "แล้ว 'ที่มาของความสดใสร่าเริง' ของไอบะซังคืออะไรเหรอ?"
 
ไอบะก็ตอบว่า
"นั่นสินะ เคล็ดลับของความร่าเริงเหรอ? ผมว่า แทนที่จะหัวเราะเพราะว่ารู้สึกสนุก ผมคิดอยู่เสมอว่า
'หัวเราะอยู่เสมอแล้วเรื่องสนุกๆก็จะเกิดตามมา' มากกว่านะ ถ้ายิ้มแย้ม หัวเราะอยู่เสมอ เรื่องดีๆก็น่าจะเข้ามา
ผมคิดอย่างนี้นะ"
 
เด็กๆเฮกันใหญ่เลย เราก็ชอบนะคำตอบนี้ ชีก็บอกว่า "ตอบดีนะเนี่ยย"
 
อีกคำถามมาจากเด็กหญิงอีกคน ถามว่า ทำงานเป็นอาราชิมาตั้งแต่เด็กๆ เคยคิดอยากจะเลิกไหม
 
โชตอบว่า
 
"ตอนที่เป็นอาราชินั่นเป็นช่วงหน้าร้อนตอนอยู่ม.ปลายปีสามล่ะ
ผมเข้าบริษัทจอห์นนี่ส์มาตั้งแต่ม.ต้นปีสอง แต่ก็คิดมาอยู่แล้วว่าคงจะไม่ทำต่อได้ตลอดไป
กะว่าเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจะออกล่ะ ก็คือเดือนมีนาฯของม.ปลายปีสามก็จะลาออกน่ะ แต่ว่าหน้าร้อนปีนั้น
ประมาณเดือนกรกฎาฯ สิงหาฯ ก็ได้รับเลือกให้เป็นอาราชิ 
 พูดตรงๆว่าในแง่ของอาชีพ ตอนสมัยเรียนก็ไม่ได้คิดจะเลือกงานนี้อยู่แล้วแต่แรก
เลยคิดว่าโดนลากเข้าไปในเรื่องไม่คาดคิดแล้วไง
แต่พอเป็นอาราชิแล้ว ในปี 2000 ประมาณปลายเดือนมีนาฯต้นเมษาฯ พวกเราก็ได้เล่นคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรก
แล้วก็มีโอกาสได้เห็นคนที่คอยสนับสนุนให้พวกเราตลอดมากับตาเป็นครั้งแรกด้วย
มีคนมาเยอะมากเลยเนอะ เพราะว่ามีพวกเค้าเหล่านั้น พวกเราห้าคนก็เหมือนกลุ่มคนที่ชะตาต้องกันน่ะ
การจะมีใครเลิกหรือหยุดนั่นไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย พูดให้ถูกก็คือ
 
ตั้งแต่เป็นอาราชิแล้วก็ไม่เคยคิดจะเลิกอีกแม้แต่ครั้งเดียว
 
ก่อนจะเป็นอาราชิอาจจะเคยคิด แต่เพราะว่าได้เป็นอาราชิ ความคิดจะเลิกก็หายไปเลย...
เรื่องก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ...นั่นสินะ......พูดเรื่องดีเหมือนกันเนอะ"
 
และก็มาถึงคำถามสุดท้ายจากอาจารย์ท่านหนึ่งถามว่า "ไหนๆก็ได้รับบทครู อยากถามว่ามีครูสมัยม.ต้น ม.ปลายคนไหนที่ดี ที่ประทับใจบ้างไหม?"
 
โชตอบว่า
 
"คำถามจากอาจารย์เลยทำให้เกร็งหน่อย คือที่จริงแล้วผมก็ได้พบกับอาจารย์ที่ดีมากๆหลายท่าน
อย่างอาจารย์ประจำชั้นสมัยประถมที่เดี๋ยวนี้ก็ยังติดต่อหากันและพึ่งพาอยู่เรื่อยมา
พอผมจะได้รับบทเป็นครู ก็เลยติดต่อหาท่านไป 
หรืออย่างอาจารย์ประจำชั้นตอนผมอยู่ม.ต้นปีสามก็เป็นคนที่ดีมาก
เพราะว่าผมเริ่มทำงานนี้ตอนม.ต้นปีสอง ก็มีที่ผมตามบทเรียนได้ไม่ทันบ้าง แล้วผลการเรียนก็ตกลงตามมา
 
คือที่จริงมันก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องทำเป็นทางการ (official) เท่าไหร่ แต่อาจารย์ท่านนั้นก็จัดเวลาสอนเสริมให้
หรือเวลาว่างอย่างช่วงหลังเลิกเรียนก็มีผมเรียนอยู่คนเดียว แต่อาจารย์ท่านก็กรุณาสละเวลามาสอนให้
ที่โรงเรียนม.ต้นของผมมันมีระบบซ้ำชั้น แต่ผมก็สามารถจบได้โดยที่ไม่ต้องซ้ำชั้นเลย
 
ส่วนตอนม.ปลาย อาจารย์ประจำชั้นตอนม.ปลายปีหนึ่งท่านได้พูดบางอย่างที่ทำให้ผมประทับใจมากก็คือ
'ช่วงม.ปลาย...ในช่วงม.ปลายหรือช่วงมหาวิทยาลัยที่มีเวลามากเนี่ย
ยังไงก็ "ศึกษาประวัติศาสตร์" กับ "ออกเดินทาง" เสียนะ'
ท่านพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก จุดมุ่งหมายนั้นถึงตอนนี้ผมก็ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมดหรอก
แต่พอเริ่มเป็นคนในสังคมที่ต้องทำงานแล้วจนแต่ละวันแทบไม่มีเวลาว่างแล้ว ก็ทำให้คิดได้ว่า...
การรู้ประวัติศาสตร์ แล้วตระหนักว่าทำไมเราถึงมายืนตรงนี้ได้ในตอนนี้
กับการออกเดินทางไปรู้จักวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทำให้ตอนนี้ ผมก็เริ่มคิดขึ้นมาได้ว่า
การเปิดใจขยายค่านิยมนั้นเป็นสิ่งสำคัญอยู่ทีเดียวล่ะ...
(เว้นช่วง ทำท่าเหมือนน้ำตาจะไหล)
วันนี้ได้ใช้เวลาร่วมกันกับทุกๆคน รวมถึงอาจารย์ทุกท่าน ทั้งที่กองถ่ายของเรามารบกวนเวลา
แต่ก็ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี
ในบรรยากาศที่ล้อมรอบไปด้วยอาจารย์ดีๆเหล่านี้ ตอนนี้ทุกคนอาจจะยังไม่คิดถึงก็เป็นได้
ว่านี่แหละอาจเป็นสภาพแวดล้อมที่เราโชคดีได้มาพบเจอ 
ตัวผมเองรู้สึกได้จากการมองอยู่ข้างๆนี่ ดังนั้นก็ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตในช่วงวัยเรียนให้สนุกนะครับ ขอบคุณครับ"
 
โดยคร่าวๆก็จบลงเท่านี้
 
 
ยังคงเป็นมายไอดอลที่น่าภาคภูมิใจ
ชอบคำตอบเรื่องการเกรงใจกับอดทน กับเรื่องของคุณครูมาก
อย่างเรื่อง"การวัดระยะห่างกับแต่ละคน" มันก็เป็นสิ่งที่เราคิดอยู่ตลอด
จากที่เคยต้องเสียใจเพราะความที่คิดว่าสนิทกันอยู่ฝ่ายเดียว
เราก็ถอยออกมาคงระดับความสัมพันธ์กับคนอื่นๆเอาไว้ ในแบบที่เราจะไม่เจ็บหนักเหมือนตอนนั้น
แล้วก็ใช้ความเกรงใจกับอดทนคงความสัมพันธ์เอาไว้
เราอาจจะไม่ได้มีเพื่อนดีๆที่คบกันนานเป็นสิบปีแบบเธอ
แต่เราก็จะพยายามรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนที่มีอยู่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ
 
ส่วนเรื่องคำพูดของครู เราเองก็เหลือเวลาอีกนิดดดดดเดียวก่อนจะออกไปเป็นชะไกจิน
เราได้ยินคำของเกี่ยวกับการขยายค่านิยม (sense of values) จากชีบ่อยมาก
ซึ่งนั่นทำให้เราเปิดใจยอมรับความแตกต่างได้มากขึ้นเยอะเลยละ
ไม่ใช่แค่เรื่องวัฒนธรรม แต่รวมไปทั้งความแตกต่างของปัจเจกบุคคลก็ด้วย
 
แต่นะ เราก็ไม่ใช่ผู้บรรลุ หรือเก่งกล้าสามารถอะไร หลุดบ้างอะไรบ้างก็มีอยู่
 
ทุกๆครั้งที่ได้ยินอะไรดีๆจากปากเธอ มันก็ทำให้เรารู้สึกอยากทำ อยากเป็นอย่างนั้นขึ้นมา
 
พูดง่ายๆก็คือ เธอได้ทำงานในหน้าที่ของไอดอลในความหมายของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆนะ
รู้สึกดีที่ได้ชอบคนแบบนี้
 
 
 
และเนื่องจากตอบคำถามได้ดีมากแบบนี้...
ขอมอบมงกุฎ สายสะพาย พร้อมช่อดอกไม้ให้เลยค่ะ
 
ช่วงนี้ฟิตอัพบล็อกจังแฮะ รู้สึกว่าอยากทยอยเอาเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาในช่วงสี่เดือนมาเขียนไว้สักหน่อย
วันนี้มาด้วยเรื่อง อาจารย์ หรือเซนเซนั่นเอง
 
ก็เคยได้ยินมาจากรุ่นพี่นะว่าอาจารย์ที่นี่ใจดีกับเด็กแลกเปลี่ยน
แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ อาจารย์ที่นี่น่ารักใจดีกันแทบทุกคน
แถมยังมีอาจารย์หนุ่มหล่อไว้ให้เรากริ๊ดกร๊าดสมกับมาเรียนที่เจแปนแดนปลาดิบ
 
ถ้าเริ่มที่โหมดหนุ่มหล่อก็ต้องนี่เลย อาจารย์ชื่อย่อ อฮ. ฉายา "พี่มีด" (มาจากนามสกุลเค้านั่นแหละ)
เด็กลูกหม้อจบฮันไดนี่เอง สอนวิชาสนทนาแบบกรุบกริบ ระดับกลางๆ
เดาอายุน่าจะประมาณยี่สิบปลายถึงสามสิบต้น
(อาจมีผิดพลาดได้ แต่พี่แกหน้าเด็กจริงๆ บอกว่าเป็นเด็กมหาลัยก็เชื่อ)
พี่มีดจะมาพร้อมแมคบุ๊คแอร์กะทัดรัด สอนด้วยการเปิดภาพและวีดีโอให้นักเรียนเป็นคนอธิบาย
แล้วก็ค่อยๆสอนศัพท์กับรูปประโยคไป 
 
ขอสารภาพว่าลงวิชานี้เพราะว่ามันไม่มีสอบ ฮ่าๆๆ
และก็รู้สึกดีที่ได้ลง เพราะว่าพี่มีดแกน่ารักจริงๆ
บอกว่าชอบกินของหวานแต่ว่ามีของชอบของเกลียดเยอะ
แต่งตัวดี มีเซนส์ อย่างวันนี้ใส่คาร์ดิแกนของ comme des garcons ที่เป็นลายหัวใจดูน่ารัก
แล้วก็มีวันนึงที่แต่งตัวสีขาวแบบไล่โทน(ขาว-เทา)
คล้ายๆคอสตูมอาราชิตอนไปออกเอ็มสเตเพลง love so sweet เลย หล่อมวากกกกกกกกกกกก)
มีรถขับ (สีขาวคันเล็กๆ ได้เห็นเพราะวันที่จะนั่งรถบัสออกไปทัศนศึกษา พี่แกก็ออกมาพอดี มีการโบกมือบ๊ายบายเด็กๆบนรถเล็กน้อย โอ๊ยจะหล่อไปไหนนน)
 
แต่แน่นอนว่า หล่อแบบนี้ แมนแบบนี้ มีแฟนแล้วจ้าา TT_TT
 
ถ้าพี่มีดแกเป็นแนวเท่ อีกคนนี่ก็ต้องเป็นแนว น่าร๊ากกก เคะแตกกก
อีกคนนี่มีนามย่อว่า คย. (อย่าไปเติมอะไรให้น่าเกลียดล่ะ) โค้ดเนมว่า "อุ่นจัง"
คนนี้นี่เดินเข้าห้องมาครั้งแรกก็เหมือนเวลาหยุดเดินไปเลย
สเปคดั๊นมากๆ ผู้ชายหน้าหวานๆ แต่งตัวน่ารัก พูดจาสุภาพ ดูฉลาด
โอ๊ยยย ฉันว่าฉันต้องหลุดหน้าแดงไปแล้วแน่ๆ (เป็นเรื่องเดียวที่คิดว่าเอาอยู่ แต่ไม่อยู่ว่ะ)
 
แล้วด้วยความหน้ามืดตามัว หนูก็ลงวิชาของอาจารย์มันไปทั้งสามวิชา
เรียกว่าอุ่นจังสอนวิชาไหน หนูลงหมดค่า!! ^O^//
อุ่นจังนี่ก็น่าจะอายุพอๆกับพี่มีดนะ แต่กระนั้น หล่อเหมือนกันทั้งสองคนเลย
เวลาเรียนก็จะมีความสุข ยิ่งห้องเรียนมันเล็กมาก บวกกับเรานั่งหน้า (แน่ะ เด็กดีนะ!)
ก็เลยมีโอกาสลวนลาม (!?) ทางสายตาอยู่บ่อยๆ (ขอโทษนะค้าเซนเซ)
บางทีที่เราลืมเอาชีทมา (ซึ่งก็หลายครั้งอยู่) เค้าก็จะทำหน้าเอือมใส่ 
ซึ่งโดเอ็มอย่างเราชอบบ~ >< รู้สึกจึ๊กกทุกครั้งเลย
กับอีกอย่างคือเวลาเค้าเรียกเราว่า "แพรซัง" อู้ยยย เขินนน
 
นอกจากนี้แล้ว เรากับอุ่นจังยังมีดวงได้เดินบนถนนแห่งความทรงจำ
(คือเคยเดินสองต่อสองยามค่ำคืนกับ อซ. มาแล้ว - ถ้ายังจำกันได้ กรั่กๆ)
เวลาเลิกเรียนวันจันทร์คาบสุดท้าย บางทีเราก็จะเดินไปกินข้าวหรืออ่านหนังสือที่โรงอาหาร 
และเค้าก็จะเดินมาทักจากข้างหลังว่า "จะไปไหนเหรอครับ แพรซัง"
กริ๊ดดดดดดดด *โหยหวน*
พอบอกว่าจะไปโรงอาหารค่ะ เค้าก็บอกว่า "ผมก็กำลังจะไปเหมือนกัน"
 
แล้วก็คุยไปพลางเดินไปโรงอาหารพร้อมกัน
โอ้ว ช่างมีความสุข ยังไง้ยังไงหนูก็ชอบคนอายุมากกว่าจริงๆอะแหละ ฮี่ๆๆ
 
ส่วนเซนเซอีกคนที่เราชอบมาก ก็คืออาจารย์นิฮงมัตสึ (ชื่อแปลกมาก!)
วิชาของอาจารย์เค้าจะให้ดูหนังแล้วก็เขียนสรุป แต่ละเรื่องที่เอามาก็...หดหู่ซะเหลือเกิน
บางทีอาจารย์ก็จะให้หนังสือ (ได้มาสองเล่ม 手紙 ของ 東野圭吾 กับ レキシントンの幽霊 ของ 村上春樹)
เสียดายอาจารย์แกได้งานใหม่ที่มหาวิทยาลัยอื่น เลยต้องย้ายไปแล้วก็คงไม่ได้สอนแล้ว เสียดายมากก T_T
อาจารย์แกชอบเรียกเราว่า ノッパちゃん ไม่เหมือนใครดี
 
ส่วนอาจารย์อีกคนที่เป็นไฮไลท์ของงาน แบบว่า ไม่เรียนด้วยไม่ได้แล้ว คนนี้ละที่สุด
ก็คือ ยามาโมโตะ คาสึยะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ...
วินาทีที่เค้าเขามาในห้องก็เกิดบรรยากาศแบบเดียวกับตอนอุ่นจังนะ
แต่ว่าอันนี้เวลาหยุดเดินเพราะอึ้งกับทรงผมของอาจารย์อยู่
พี่แกเล่นมาพร้อมผมหยิกธรรมชาติ ทำสีไฮไลท์ทองๆ แต่งตัวก็มาอย่างร็อกสตาร์
ไม่คิดว่าจะมีอาจารย์แซ่บขนาดนี้จริงๆ (และมิธรรมดา จบม.เกียวโตนะฮ้า)
แล้วแต่ละคลาสของแกก็ฮาขนาด นึกว่านั่งดูรายการตลกซะด้วยซ้ำ 
เป็นคนที่เล่าเรื่องได้ตลกมากกกกกขนาดเป็นดาราตลกได้เลยอะ
(อาจารย์แต่งงานแล้ว ไม่มีลูก และปัจจุบันแยกกันอยู่กับภรรยา - ขนาดประวัติส่วนตัวยังแซ่บเลยอะ)
เอาป้ายรูปเด็กผีจูองมาวางหน้าประตูบ้านงี้ สะสมหนังผีงี้ ชอบเกิร์ลเจนงี้ เคยโดนตำรวจเรียกที่秋葉原งี้
ไม่ธรรมดาจริงๆ
เนื้อหาที่เรียนก็ดี วิธีสอนก็สนุกสนาน (อาจเพราะแกสอนพิเศษด้วยละมั้ง คาแรคเตอร์เลยจัดจ้านแบบนี้)
เข้าตำรา คารมเป็นต่อรูปหล่อเป็นรองจริงๆ
 
เวลาเรียนที่นี่มันสนุกจนไม่อยากปิดเทอมจริงๆนะเนี่ย...เหงาแน่ๆเลยอะ
แถมเพื่อนๆญี่ปุ่นก็จะไปไทยตอนเดือนห้า คงจะไม่ค่อยได้เจอกันแล้วแน่เลย :'(

山จงเจริญ!!!

posted on 24 Jan 2012 20:13 by sakuraiohno  in translation
เนื่องในโอกาสวันเกิดซากุไรครบรอบสามสิบปี
เนื่องในโอกาสที่เรากลับมาบ้าๆบอๆในบล็อกตัวเองอีก
และเนื่องในโอกาสที่เดอะเทเลวิชั่น นิตยสารที่น่ารักที่สุดในสามโลก
ให้ปะป๊ากับมะม๊าเค้ามาฉลองวันเกิดเข้าสู่หลักสามด้วยกัน
โอกาสดีมารวมกันเช่นนี้ เราก็ต้องแปลให้คนอื่นมาร่วมฟินด้วยกันนะ!
 
สนทนาประจำเดือนนี้
หัวข้อคือ "คู่คุณพี่แห่งอาราชิ" ทั้งสองคน คำว่า "ชายที่เป็นผู้ใหญ่" คือ?
 
 จากนี้ไปอยากจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหนกันเอ่ย?
 
O: "โชคุง สุขสันต์วันเกิดนะ!"
S: "ขอบคุณนะ~ เมื่อปีที่แล้ว เราห้าคนฉลองกินซูชิกันซะเต็มคราบเลยเนอะ..."
O: "ปีนี้ก็มากินสลัดกับฉันให้เต็มคราบเลยนะ"
S: "นั่นสินะ~ จากนี้จะพยายามให้เป็นผู้ชายที่โตเป็นผู้ใหญ่ให้มากยิ่งกว่าเดิมให้ได้เลย"
O: "อืม แต่กลับกันคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก"
S: "นั่นสิเนอะ (หัวเราะ) ยังไงละ อยากเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารำคาญอะ"
O: "เป็นยังไงละนั่น?"
S: "เป็นผู้ใหญ่ที่เหมือนเด็กอะ (หัวเราะ)"
O: "เข้าใจล่ะ! กลับกลายเป็นเด็กสินะ ฉันเองก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน"
S: "เป็นผู้ใหญ่ที่พอเริ่มเล่นทำน้ำสลัดแล้วก็หยุดไม่ได้ แบบนั้นน่ะ (ยิ้ม)"
O: (หยิบขวดน้ำสลัดมาถือในมือข้างหนึ่ง) "สนุกดีนะ~"
S: "ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจริงๆนะเนี่ย"
O: "ใช่แล้วล่ะ ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลด้วย ได้ยินจากคนรอบตัวอยู่บ่อยๆว่าชีวิตหลังจากเข้าเลขสามจะสนุก
ส่วนโชคุงก็เป็นผู้ใหญ่ดีพออยู่แล้วด้วย"
S: "งั้นเหรอ?"
O: "เวลาทำงานใน NEWS ZERO ก็เจ๋ง เพราะฉันเองเคยไปออกซีโร่มาสองทีแล้ว ฉันมั่นใจว่าเป็นคนที่รู้จักหน้าด้านข้างของโชคุงในซีโร่ดีที่สุดด้วย"
S: "ฮ่าๆๆๆ จริงๆด้วย"
O: "บรรยากาศในสถานที่ตรงนั้น โชคุงที่รับเอากระดาษสคริปท์ข่าวมาในสถานการณ์ตอนนั้นมันสุดยอดมากจริงๆ
ไม่อยากจะเชื่อเลย เป็นฉันไม่มีทางทำได้แน่ๆ"
S: "ฉันเองก็เหมือนกัน จุดยืนของโอโนะคุงที่ว่าไม่ไหลตามกระแสไม่ว่าในสถานการณ์ไหน ง่วงก็คือง่วง!
เนี่ยแหละดูเป็นผู้ใหญ่มากเลยละฉันว่า(ยิ้ม)"
 
 สิ่งที่รู้สึกว่า "อยากให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง" คือ?
O: "ใบหน้าตอนหลับ"
S: "เพราะฉันเห็นหน้าตัวเองตอนหลับไม่ได้ คงซ่อนความสับสนงงๆไม่ได้แน่ (ยิ้ม)"
O: "ส่วนฉันนี่เห็น(ใบหน้าตอนหลับ)มาเยอะเลยล่ะ จะบอกว่าใบหน้าตอนหลับ...ต้องบอกว่าหน้าตอนพยายาม
กลบเกลื่อนทำเป็นว่าไม่ได้หลับอยู่ (พอนึกขึ้นมาก็หัวเราะจนหยุดไม่ได้) โอ๊ยเจ็บๆๆๆ (หัวเราะจนท้องแข็ง)
ตอนที่ไปดูละครด้วยกันงี้ นายทำท่าเหมือนจะพยายามตั้งหัวให้ตรง แต่หัวกลับค่อยๆหงายไปข้างหลังจนพับไปเลย"
S: "อา~ ก็ฉันอะ เวลาอยู่ที่มืดๆแล้วมันจะง่วงเอาน่ะสิ"
O: "หรืออย่างเวลาประชุมงาน บางทีมันก็แอบง่วงใช่ไหมล่ะ? พอเป็นแบบนั้นโชคุงก็จะนั่งก้มหน้า แต่แอบเงยขึ้นมา
เป็นพักๆ ทำหน้าเหมือนกับจะบอกว่า 'ฉันยังตั้งใจฟังอยู่นะ' น่ะ"
S: "ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ(ระเบิดหัวเราะ)"
O: "แต่ว่านะ ตานี่แดงแจ๋เลย จากนี้ไปก็จะขอเฝ้ามองและถูกเฝ้ามองจากโชคุงที่เป็นอย่างนี้ต่อไป
จากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะ(ยิ้ม)"
S: "ฉันตะหากละ ฝากตัวด้วยนะ (ยิ้ม) ส่วนของฉันน่ะ คือโอโนะคุงที่พอเริ่มใช้น้ำสลัดวาดรูปแล้วก็หยุดไม่ได้
แบบนั้นล่ะ(ที่อยากให้คงแบบนี้ต่อไป) อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไปจริงๆนะ~
ว่าแต่ตอนนี้ก็เป็นโอโนะซังที่กำลังเอาใบเบบี้ลีฟ (ผักสลัด) ที่ตกอยู่มาจัดวางบนโต๊ะอย่างสวยงามสินะ (หัวเราะ)
เป็นผู้ชายที่ไม่อยู่ในกรอบจริงๆนะเนี่ย"
O: (มองดูใบเบบี้ลีฟที่แผ่อยู่บนโต๊ะเหมือนดอกไม้แห้งที่ทับในหนังสือด้วยท่าทางดีใจ) "พอใจละ!"
 
คือตอนอ่านนี่ แทบจะ fly like a G6 ทะลุหลังคาออกไปนอกโลกแบบ rocketeer 
ไม่รู้จะกริ๊ดตรงไหนแล้วอะ จิ้มตรงไหนก็พีคได้หมด
หน้าตอนหลับงี้ ซีโร่งี้ 褒め合い (ชมกันเอง)งี้
ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรดีๆตั้งแต่ต้นปีเยอะเหมือนกันนะ :D
 
นอกเรื่องละ
ขอบคุณแรงบันดาลใจในการตั้งใจเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตลอด วันนี้ขึ้นเลขสามนำหน้าไปแล้ววว
ที่วันนี้แปลได้เสร็จก่อนเที่ยงคืนก็เป็นผลของแรงบันดาลใจบวกความพยายามนะฮ้าฟ
จากนี้ก็จะสนับสนุนต่อไป
รู้สึกคิดไม่ผิดจริงๆที่ชอบเมนสองคนนี้ ชอบวงนี้
ขอบคุณที่ทำให้ได้มาอยู่ ณ จุดที่อยู่ตรงนี้
ขอให้มีความสุขมากๆ เวลาเห็นพวกคุณมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย(จริงๆนะ)
สามสิบแล้วก็ขอให้ยังเต่งยังตึ๊งตึงตัง ขาวเอยขาวจังขาวดังอาม่วย ไปนานๆนะฮ้าา ซินเดอเรลล่าบอย
คือ...เรามันไม่ใช่คนสวยอะไร หุ่นนี่ก็พะยูนดีๆนี่เอง
ชาตินี้ก็คิดว่าคงจะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นในชีวิตเป็นแน่แท้ เล่นอยู่แต่หญิงล้วนมาทั้งชีวิต
กะว่าจะกอดคานอย่างแน่นหนาไม่ให้สั่นคลอน
 
 
แต่พอมาอยู่นี่ อะไรๆมันก็เปลี่ยนไป (นิดนึง)
 
ครั้งแรกที่กริ๊ดดดดจนเสียจริตไปพักนึงก็คือเรื่องนัดบอด(อืม...คงต้องเรียกอย่างนี้ละมั้ง)
เนื่องจากคนที่สำนักงานทุนเค้าถามว่ามีเพื่อนคนญี่ปุ่นบ้างรึยัง เราก็ว่ายัง
เค้าก็เลยแนะนำหลานชายให้รู้จัก (อักษรย่อ ซฮ.) โดยให้เมล์เรากับหลานเค้าไป
 
แล้วก็มีเมล์ส่งมาถึงเราจากซฮ.คนนั้น ถามสารทุกข์สุกดิบ แล้วก็นัดว่ามาเจอกันไหม ไปกินข้าวกันเถอะ
 
เฮ้ย!
 
เอาจริงปะเนี่ย!
 
ไม่เคยเจอหน้ากันเลยนะเว้ยยยยยยย
 
แต่จะปฏิเสธมันก็ไม่ได้ ก็เลยนัดแนะวันเวลาไป พร้อมกับใจตุ้มๆต่อมๆว่า หน้าเค้าจะเป็นยังไงวะ??
 
เกิดมาแนวโอตาคุดูโรคจิต ฉันจะทำยังไงละเนี่ยย ไปคนเดียวอีกตะหาก
 
แต่ถึงกระนั้นเราก็จินตนาการคุณ ซฮ.ไว้แบบต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด 
(กลไกป้องกันความผิดหวังให้ตัวเองน่ะ)
พอถึงวันนัดก็ไปยืนรออยู่หน้าสถานี สายตาก็ส่องๆมองๆว่าใครกัน คุณซฮ.
ความรู้สึกตอนนั้นมันแปลกใหม่มากอ้ะ
มายืนรอหนุ่มหน้าสถานี โดยที่หน้าก็ยังไม่เคยเห็น เป็นคนญี่ปุ่นอีกตะหาก
 
แล้วพอเค้าปรากฏตัว เราก็ต้องลบจินตนาการต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั่นทิ้งไปทันที
เพราะเค้าไม่ได้ดูแย่เลยว่ะ ดูดีเลยด้วยซ้ำ (อาจจะตัวเล็กหน่อย แต่เข้มๆ ดูเอาท์ดอร์นะ!)
วันนั้นก็ไปนั่งกินอะไรเบาๆ คุยๆกันในอิซะกะยะ (อารมณ์ร้านอาหารมีเหล้าด้วย)
 
พระเจ้าา เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับชีวิตฉันจริงๆเหรอเนี่ย!!!!!!!
 
ก็คุยกันสนุกทีเดียว เค้าดูเป็นคนชอบท่องเที่ยวอะ เค้าแนะนำเว็บอะไรสักอย่าง
เป็นเว็บแนะนำที่พักแบบโฮมสเตย์ทั่วโลก เค้าเองก็เคยใช้ตอนไปเที่ยวต่างประเทศ (แถวๆยุโรปมั้งถ้าจำไม่ผิดจะเ็นเบลเยี่ยม - นั่น! เหมือนซากุไรอีก)
น่ารักอ้ะ!!
เราเองก็พูดโน่นนั่นนี่ไปเรื่อย (รวมทั้งเรื่องน้ำท่วม ประเด็นฮิตที่คนญี่ปุ่นทุกคนต้องถามคนไทย)
 
แต่ที่ประทับใจเราที่สุดคือตอนมาก่อนกลับเนี่ยแหละ
ตอนนั้นเป็นเดือนตุลา เราก็เพิ่งมาถึงได้ไม่ถึงเดือน ยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว
เดินมาป้ายรถบัส ก็เห็นว่ามันไปมหาลัยได้แหละ ก็บอกเค้าไปว่า "คิดว่าใช่แหละ"
แต่เค้าก็บอกว่า "เดี๋ยวไปถามดูดีกว่า" แล้วเค้าก็วิ่งไปถามคนขับรถให้
ก่อนจะกลับมาบอกว่า ใช่แล้วๆ ขึ้นได้เลย
 
ส่วนเราก็ขึ้นรถ แล้วโบกมือลา 一期一会 ของฉันไป
 
แต่ก่อนหน้านั่นก็มีประสบการณ์ซินเดอเรลล่า (ตั้งชื่อได้เว่อร์มาก) ตอนไปดูไลฟ์ของ Steve Aoki อีก
อันนี้ขอไม่เล่าดีกว่า มันจั๊กจี้ตอหนวด ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
 
มีอีกเรื่องล่าสุดก็คือเมื่อวันอาทิตย์ สดๆร้อนๆนี้เอง
ไปดูหนัง (เกนจิโมโนกะตะริ เวอร์ชั่นที่โทมะเล่น) กับชายอักษรย่อ...อะไรดีวะ อซ.
(แน่นอนว่าไม่ใช่โอโนะซาโตชิ)
ประเด็นคืออยากดูด้วยกันทั้งคู่แหละ แต่เพื่อนรอบตัวเราก็ดูกันไปหมดแล้ว
ส่วนเราถ้าไม่ใช่เมนทั้งสองก็แอบขี้เกียจไฟท์ไปดูคนเดียว (เหมือนตอน 神様のカルテ ที่ดั้นด้นไปได้)
ก็เลยชวน (นั่น! เป็นฝ่ายชวนก่อนด้วยนะ!) ว่าไปดูกันมะ
ตอนแรกอซ.ก็ไม่ตอบมาตรงๆว่าจะไปหรือไม่ไป แถมบอกว่าจะไปถามว่ามีใครอยากไปดูอีกไหม
เราก็เลย โอเค ไม่อยากไปก็บอกมาาา ฉันจะได้ไปวางแผนหาอะไรทำอย่างอื่น
ระหว่างอาทิตย์เจอกันพ่อเจ้าประคุณก็ไม่ได้พูดอะไรเรื่องนัดกับดิฉันเลย
จนกระทั่งเช้าวันเสาร์พ่อเจ้าประคุณถึงได้เมสเสจมาบอกว่า เจอกันวันอาทิตย์ตอนบ่ายสามนะ 
หนังมีรอบบ่ายสามยี่สิบ เดี๋ยวจะไปซื้อตั๋วไว้ให้ก่อนสองใบ
 
เฮ้ยยย เอาจริงดิ!!!
 
จู่ๆก็จัดการป๊าบๆฝ่ายเดียว ไม่ถามอะไรฉันหน่อยเลยเหรอ?? แบบว่าจะดูรอบไหนดี? จะเจอกันกี่โมงดี?
 
ณ จุดนั้นก็แอบปริ๊ดเบาๆ ผู้ชายนี่มันเข้าใจยากอยู่นะ
 
พอถึงวันจริง ความซวยก็บังเกิดขึ้น เมื่อข้าพเจ้ามีตังติดตัวอยู่ 1500 เยน แต่ราคาตั๋วมันอย่างแพงสุดก็ 1800
เลยคิดว่าจะไปกดตังที่ห้างอิออน ก็ออกจากหอขึ้นรถมาตอนเที่ยงครึ่ง
เพราะว่าจะไปนั่งอ่านหนังสือที่สตาร์บัคส์ เอาบัตรกินฟรีไปใช้ด้วย
แต่ปรากฏว่าพอมาถึง หาบัตรเอทีเอ็มไม่เจอ ชีวิตบัดซบกันละครับที่นี้
 
โชคดีมากกกกอ้ะที่มีบัตรกินฟรีสตาร์บัคส์ เลยไม่ต้องเคว้ง สั่งกาแฟ นั่งทำงานรอเวลานัดไป
พอถึงเวลาก็เดินไปหาที่โรงหนัง อซ.คนนั้นก็นั่งรออยู่
พอตอนเค้ายื่นตั๋วให้เราแอบตกใจ มันเขียนไว้ว่า 夫婦の日
 
couple day อะไรวะเนี่ย!!
 
แต่นั่นนับเป็นความโชคดีอย่างที่สอง เพราะค่าตั๋ว 1800 นั่น ก็เหลือ 1000 มีตังเหลือ 500 อีกตะหาก
 
กริ๊ดดดด
 
แล้วก็เข้าไปนั่งดูเกนจิกัน คือแบบว่า นั่งเกร็งตลอดเรื่องเลยอ้ะ
คือ...ถ้าใครรู้จักเกนจิก็น่าจะรู้ว่าเรื่องมัน...เรท
นั่งดูไปก็ลุ้นว่าจะมีฉากอย่างนั้นอีกไหมเนี่ย เก็บอาการมาก ฮ่าๆๆๆๆ
 
ดูจบแล้วก็แลกเปลี่ยนความเห็นกันนิดหน่อยนะ เพราะเราก็เคยดูเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้มาด้วย
แล้วก็ไม่ได้มีอะไรเดินมาขึ้นบัสกลับ (ทางเดียวกันนี่แหละ แต่เค้าลงก่อน)
เป็นอันจบกันไปกับการใช้โปรโมชั่นลดราคา couple day ครั้งแรก (และอาจจะเป็นครั้งเดียว)ในชีวิต
 
คอยดูกันต่อไปว่าในเวลาที่เหลือจะมีอะไรมาเพิ่มในหัวข้อนี้ได้ไหม :))

just my imagination ฝันกลางคืน

posted on 23 Jan 2012 09:49 by sakuraiohno  in dekigoto
ที่ตั้งชื่อแบบนี้เพราะปกติเป็นคนไม่ค่อยฝันสักเท่าไหร่
เน้นฝันกลางวันซะมากกว่า (ฮาา)
แต่ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมารู้สึกว่าฝันบ่อยนะ
แถมตื่นขึ้นมายังพอจะจำได้ด้วย ก็เลยคิดว่าน่าจะบันทึกเก็บไว้สักหน่อย
 
ที่มันฮาก็เพราะเราฝันถึงซากุไรเนี่ยแหละ!
 
ฝันว่าตัวเองไปเดินเที่ยวเล่นเพลินใจในเจแปน แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
"เฮ้ย วันนี้มันมีคอนนี่หว่า!!"
แล้วตัวเองก็มีตั๋วอยู่แล้ว แต่ดันลืมว่าต้องไปดู
ตั๋วนั่นก็ดันอยู่ที่บ้านอีก ก็เลยต้องกลับบ้านไปเอา ในใจก็ลุ้นว่าจะไปทันไหมวะ
 
แต่พอกลับมาถึงบ้าน (ซึ่งในที่นี้กลับเป็นบ้านที่ไทย เราก็งงๆ)
ก็พบว่า ซากุไรอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าซะงั้นน่ะ!!
แล้วแล้วที่ตัวเองฝันกำลังมึนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก 
ซากุไรก็ลุกขึ้นมาทำกับข้าวให้กินซะงั้น!!
แล้วที่มันตราตรึงใจในฝันมากกกกก ก็คือ เค้าอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกับบ็อกเซอร์นะ!!!
แทบจะเป็นลม orz
ระหว่างทำนางก็ยังคงคอนเซปท์ทำกับข้าวไม่เก่งด้วยการทำกระทะเอียงจนน้ำมันเกือบจะหก
ส่วนเรา พอเห็นว่าตัวจริงมาอยู่ตรงหน้า บวกกับตอนนี้ยังไงก็ไปดูคอนไม่ทัน
ก็เลยว่าจะเจรจาขอบัตรวันต่อไปซะเลย
แน่นอนว่าในฝันนั้นพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นกับเค้า (โว้วววว พัฒนาไปอีกขั้นแล้วววว)
ไม่ทันที่เค้าจะตอบอะไรก็ตื่น เอวังด้วยประการฉะนี้
 
พอตื่นแล้วมาทบทวนความฝันดู มีอย่างนึงที่คิดอยู่ในฝันแล้วก็ตลกดี
คือระหว่างที่ไม่ได้ไปดูคอนแต่ซากุไรมาบ้านนี่ มันก็โอเคอยู่ไม่ใช่เหรอ?
ในฝันคิดประมาณว่า "แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอวะ?? ซากุไรเลยนะเว้ย!" ฮ่าๆๆ
 
นานๆทีจะฝัน แถมได้ฝันสนุกๆอีกนี่ก็ดีเหมือนกันนะ :)