山จงเจริญ!!!

posted on 24 Jan 2012 20:13 by sakuraiohno  in translation
เนื่องในโอกาสวันเกิดซากุไรครบรอบสามสิบปี
เนื่องในโอกาสที่เรากลับมาบ้าๆบอๆในบล็อกตัวเองอีก
และเนื่องในโอกาสที่เดอะเทเลวิชั่น นิตยสารที่น่ารักที่สุดในสามโลก
ให้ปะป๊ากับมะม๊าเค้ามาฉลองวันเกิดเข้าสู่หลักสามด้วยกัน
โอกาสดีมารวมกันเช่นนี้ เราก็ต้องแปลให้คนอื่นมาร่วมฟินด้วยกันนะ!
 
สนทนาประจำเดือนนี้
หัวข้อคือ "คู่คุณพี่แห่งอาราชิ" ทั้งสองคน คำว่า "ชายที่เป็นผู้ใหญ่" คือ?
 
 จากนี้ไปอยากจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหนกันเอ่ย?
 
O: "โชคุง สุขสันต์วันเกิดนะ!"
S: "ขอบคุณนะ~ เมื่อปีที่แล้ว เราห้าคนฉลองกินซูชิกันซะเต็มคราบเลยเนอะ..."
O: "ปีนี้ก็มากินสลัดกับฉันให้เต็มคราบเลยนะ"
S: "นั่นสินะ~ จากนี้จะพยายามให้เป็นผู้ชายที่โตเป็นผู้ใหญ่ให้มากยิ่งกว่าเดิมให้ได้เลย"
O: "อืม แต่กลับกันคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก"
S: "นั่นสิเนอะ (หัวเราะ) ยังไงละ อยากเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารำคาญอะ"
O: "เป็นยังไงละนั่น?"
S: "เป็นผู้ใหญ่ที่เหมือนเด็กอะ (หัวเราะ)"
O: "เข้าใจล่ะ! กลับกลายเป็นเด็กสินะ ฉันเองก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน"
S: "เป็นผู้ใหญ่ที่พอเริ่มเล่นทำน้ำสลัดแล้วก็หยุดไม่ได้ แบบนั้นน่ะ (ยิ้ม)"
O: (หยิบขวดน้ำสลัดมาถือในมือข้างหนึ่ง) "สนุกดีนะ~"
S: "ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจริงๆนะเนี่ย"
O: "ใช่แล้วล่ะ ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลด้วย ได้ยินจากคนรอบตัวอยู่บ่อยๆว่าชีวิตหลังจากเข้าเลขสามจะสนุก
ส่วนโชคุงก็เป็นผู้ใหญ่ดีพออยู่แล้วด้วย"
S: "งั้นเหรอ?"
O: "เวลาทำงานใน NEWS ZERO ก็เจ๋ง เพราะฉันเองเคยไปออกซีโร่มาสองทีแล้ว ฉันมั่นใจว่าเป็นคนที่รู้จักหน้าด้านข้างของโชคุงในซีโร่ดีที่สุดด้วย"
S: "ฮ่าๆๆๆ จริงๆด้วย"
O: "บรรยากาศในสถานที่ตรงนั้น โชคุงที่รับเอากระดาษสคริปท์ข่าวมาในสถานการณ์ตอนนั้นมันสุดยอดมากจริงๆ
ไม่อยากจะเชื่อเลย เป็นฉันไม่มีทางทำได้แน่ๆ"
S: "ฉันเองก็เหมือนกัน จุดยืนของโอโนะคุงที่ว่าไม่ไหลตามกระแสไม่ว่าในสถานการณ์ไหน ง่วงก็คือง่วง!
เนี่ยแหละดูเป็นผู้ใหญ่มากเลยละฉันว่า(ยิ้ม)"
 
 สิ่งที่รู้สึกว่า "อยากให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง" คือ?
O: "ใบหน้าตอนหลับ"
S: "เพราะฉันเห็นหน้าตัวเองตอนหลับไม่ได้ คงซ่อนความสับสนงงๆไม่ได้แน่ (ยิ้ม)"
O: "ส่วนฉันนี่เห็น(ใบหน้าตอนหลับ)มาเยอะเลยล่ะ จะบอกว่าใบหน้าตอนหลับ...ต้องบอกว่าหน้าตอนพยายาม
กลบเกลื่อนทำเป็นว่าไม่ได้หลับอยู่ (พอนึกขึ้นมาก็หัวเราะจนหยุดไม่ได้) โอ๊ยเจ็บๆๆๆ (หัวเราะจนท้องแข็ง)
ตอนที่ไปดูละครด้วยกันงี้ นายทำท่าเหมือนจะพยายามตั้งหัวให้ตรง แต่หัวกลับค่อยๆหงายไปข้างหลังจนพับไปเลย"
S: "อา~ ก็ฉันอะ เวลาอยู่ที่มืดๆแล้วมันจะง่วงเอาน่ะสิ"
O: "หรืออย่างเวลาประชุมงาน บางทีมันก็แอบง่วงใช่ไหมล่ะ? พอเป็นแบบนั้นโชคุงก็จะนั่งก้มหน้า แต่แอบเงยขึ้นมา
เป็นพักๆ ทำหน้าเหมือนกับจะบอกว่า 'ฉันยังตั้งใจฟังอยู่นะ' น่ะ"
S: "ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ(ระเบิดหัวเราะ)"
O: "แต่ว่านะ ตานี่แดงแจ๋เลย จากนี้ไปก็จะขอเฝ้ามองและถูกเฝ้ามองจากโชคุงที่เป็นอย่างนี้ต่อไป
จากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะ(ยิ้ม)"
S: "ฉันตะหากละ ฝากตัวด้วยนะ (ยิ้ม) ส่วนของฉันน่ะ คือโอโนะคุงที่พอเริ่มใช้น้ำสลัดวาดรูปแล้วก็หยุดไม่ได้
แบบนั้นล่ะ(ที่อยากให้คงแบบนี้ต่อไป) อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไปจริงๆนะ~
ว่าแต่ตอนนี้ก็เป็นโอโนะซังที่กำลังเอาใบเบบี้ลีฟ (ผักสลัด) ที่ตกอยู่มาจัดวางบนโต๊ะอย่างสวยงามสินะ (หัวเราะ)
เป็นผู้ชายที่ไม่อยู่ในกรอบจริงๆนะเนี่ย"
O: (มองดูใบเบบี้ลีฟที่แผ่อยู่บนโต๊ะเหมือนดอกไม้แห้งที่ทับในหนังสือด้วยท่าทางดีใจ) "พอใจละ!"
 
คือตอนอ่านนี่ แทบจะ fly like a G6 ทะลุหลังคาออกไปนอกโลกแบบ rocketeer 
ไม่รู้จะกริ๊ดตรงไหนแล้วอะ จิ้มตรงไหนก็พีคได้หมด
หน้าตอนหลับงี้ ซีโร่งี้ 褒め合い (ชมกันเอง)งี้
ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรดีๆตั้งแต่ต้นปีเยอะเหมือนกันนะ :D
 
นอกเรื่องละ
ขอบคุณแรงบันดาลใจในการตั้งใจเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตลอด วันนี้ขึ้นเลขสามนำหน้าไปแล้ววว
ที่วันนี้แปลได้เสร็จก่อนเที่ยงคืนก็เป็นผลของแรงบันดาลใจบวกความพยายามนะฮ้าฟ
จากนี้ก็จะสนับสนุนต่อไป
รู้สึกคิดไม่ผิดจริงๆที่ชอบเมนสองคนนี้ ชอบวงนี้
ขอบคุณที่ทำให้ได้มาอยู่ ณ จุดที่อยู่ตรงนี้
ขอให้มีความสุขมากๆ เวลาเห็นพวกคุณมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย(จริงๆนะ)
สามสิบแล้วก็ขอให้ยังเต่งยังตึ๊งตึงตัง ขาวเอยขาวจังขาวดังอาม่วย ไปนานๆนะฮ้าา ซินเดอเรลล่าบอย
คือ...เรามันไม่ใช่คนสวยอะไร หุ่นนี่ก็พะยูนดีๆนี่เอง
ชาตินี้ก็คิดว่าคงจะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นในชีวิตเป็นแน่แท้ เล่นอยู่แต่หญิงล้วนมาทั้งชีวิต
กะว่าจะกอดคานอย่างแน่นหนาไม่ให้สั่นคลอน
 
 
แต่พอมาอยู่นี่ อะไรๆมันก็เปลี่ยนไป (นิดนึง)
 
ครั้งแรกที่กริ๊ดดดดจนเสียจริตไปพักนึงก็คือเรื่องนัดบอด(อืม...คงต้องเรียกอย่างนี้ละมั้ง)
เนื่องจากคนที่สำนักงานทุนเค้าถามว่ามีเพื่อนคนญี่ปุ่นบ้างรึยัง เราก็ว่ายัง
เค้าก็เลยแนะนำหลานชายให้รู้จัก (อักษรย่อ ซฮ.) โดยให้เมล์เรากับหลานเค้าไป
 
แล้วก็มีเมล์ส่งมาถึงเราจากซฮ.คนนั้น ถามสารทุกข์สุกดิบ แล้วก็นัดว่ามาเจอกันไหม ไปกินข้าวกันเถอะ
 
เฮ้ย!
 
เอาจริงปะเนี่ย!
 
ไม่เคยเจอหน้ากันเลยนะเว้ยยยยยยย
 
แต่จะปฏิเสธมันก็ไม่ได้ ก็เลยนัดแนะวันเวลาไป พร้อมกับใจตุ้มๆต่อมๆว่า หน้าเค้าจะเป็นยังไงวะ??
 
เกิดมาแนวโอตาคุดูโรคจิต ฉันจะทำยังไงละเนี่ยย ไปคนเดียวอีกตะหาก
 
แต่ถึงกระนั้นเราก็จินตนาการคุณ ซฮ.ไว้แบบต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด 
(กลไกป้องกันความผิดหวังให้ตัวเองน่ะ)
พอถึงวันนัดก็ไปยืนรออยู่หน้าสถานี สายตาก็ส่องๆมองๆว่าใครกัน คุณซฮ.
ความรู้สึกตอนนั้นมันแปลกใหม่มากอ้ะ
มายืนรอหนุ่มหน้าสถานี โดยที่หน้าก็ยังไม่เคยเห็น เป็นคนญี่ปุ่นอีกตะหาก
 
แล้วพอเค้าปรากฏตัว เราก็ต้องลบจินตนาการต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั่นทิ้งไปทันที
เพราะเค้าไม่ได้ดูแย่เลยว่ะ ดูดีเลยด้วยซ้ำ (อาจจะตัวเล็กหน่อย แต่เข้มๆ ดูเอาท์ดอร์นะ!)
วันนั้นก็ไปนั่งกินอะไรเบาๆ คุยๆกันในอิซะกะยะ (อารมณ์ร้านอาหารมีเหล้าด้วย)
 
พระเจ้าา เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับชีวิตฉันจริงๆเหรอเนี่ย!!!!!!!
 
ก็คุยกันสนุกทีเดียว เค้าดูเป็นคนชอบท่องเที่ยวอะ เค้าแนะนำเว็บอะไรสักอย่าง
เป็นเว็บแนะนำที่พักแบบโฮมสเตย์ทั่วโลก เค้าเองก็เคยใช้ตอนไปเที่ยวต่างประเทศ (แถวๆยุโรปมั้งถ้าจำไม่ผิดจะเ็นเบลเยี่ยม - นั่น! เหมือนซากุไรอีก)
น่ารักอ้ะ!!
เราเองก็พูดโน่นนั่นนี่ไปเรื่อย (รวมทั้งเรื่องน้ำท่วม ประเด็นฮิตที่คนญี่ปุ่นทุกคนต้องถามคนไทย)
 
แต่ที่ประทับใจเราที่สุดคือตอนมาก่อนกลับเนี่ยแหละ
ตอนนั้นเป็นเดือนตุลา เราก็เพิ่งมาถึงได้ไม่ถึงเดือน ยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว
เดินมาป้ายรถบัส ก็เห็นว่ามันไปมหาลัยได้แหละ ก็บอกเค้าไปว่า "คิดว่าใช่แหละ"
แต่เค้าก็บอกว่า "เดี๋ยวไปถามดูดีกว่า" แล้วเค้าก็วิ่งไปถามคนขับรถให้
ก่อนจะกลับมาบอกว่า ใช่แล้วๆ ขึ้นได้เลย
 
ส่วนเราก็ขึ้นรถ แล้วโบกมือลา 一期一会 ของฉันไป
 
แต่ก่อนหน้านั่นก็มีประสบการณ์ซินเดอเรลล่า (ตั้งชื่อได้เว่อร์มาก) ตอนไปดูไลฟ์ของ Steve Aoki อีก
อันนี้ขอไม่เล่าดีกว่า มันจั๊กจี้ตอหนวด ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
 
มีอีกเรื่องล่าสุดก็คือเมื่อวันอาทิตย์ สดๆร้อนๆนี้เอง
ไปดูหนัง (เกนจิโมโนกะตะริ เวอร์ชั่นที่โทมะเล่น) กับชายอักษรย่อ...อะไรดีวะ อซ.
(แน่นอนว่าไม่ใช่โอโนะซาโตชิ)
ประเด็นคืออยากดูด้วยกันทั้งคู่แหละ แต่เพื่อนรอบตัวเราก็ดูกันไปหมดแล้ว
ส่วนเราถ้าไม่ใช่เมนทั้งสองก็แอบขี้เกียจไฟท์ไปดูคนเดียว (เหมือนตอน 神様のカルテ ที่ดั้นด้นไปได้)
ก็เลยชวน (นั่น! เป็นฝ่ายชวนก่อนด้วยนะ!) ว่าไปดูกันมะ
ตอนแรกอซ.ก็ไม่ตอบมาตรงๆว่าจะไปหรือไม่ไป แถมบอกว่าจะไปถามว่ามีใครอยากไปดูอีกไหม
เราก็เลย โอเค ไม่อยากไปก็บอกมาาา ฉันจะได้ไปวางแผนหาอะไรทำอย่างอื่น
ระหว่างอาทิตย์เจอกันพ่อเจ้าประคุณก็ไม่ได้พูดอะไรเรื่องนัดกับดิฉันเลย
จนกระทั่งเช้าวันเสาร์พ่อเจ้าประคุณถึงได้เมสเสจมาบอกว่า เจอกันวันอาทิตย์ตอนบ่ายสามนะ 
หนังมีรอบบ่ายสามยี่สิบ เดี๋ยวจะไปซื้อตั๋วไว้ให้ก่อนสองใบ
 
เฮ้ยยย เอาจริงดิ!!!
 
จู่ๆก็จัดการป๊าบๆฝ่ายเดียว ไม่ถามอะไรฉันหน่อยเลยเหรอ?? แบบว่าจะดูรอบไหนดี? จะเจอกันกี่โมงดี?
 
ณ จุดนั้นก็แอบปริ๊ดเบาๆ ผู้ชายนี่มันเข้าใจยากอยู่นะ
 
พอถึงวันจริง ความซวยก็บังเกิดขึ้น เมื่อข้าพเจ้ามีตังติดตัวอยู่ 1500 เยน แต่ราคาตั๋วมันอย่างแพงสุดก็ 1800
เลยคิดว่าจะไปกดตังที่ห้างอิออน ก็ออกจากหอขึ้นรถมาตอนเที่ยงครึ่ง
เพราะว่าจะไปนั่งอ่านหนังสือที่สตาร์บัคส์ เอาบัตรกินฟรีไปใช้ด้วย
แต่ปรากฏว่าพอมาถึง หาบัตรเอทีเอ็มไม่เจอ ชีวิตบัดซบกันละครับที่นี้
 
โชคดีมากกกกอ้ะที่มีบัตรกินฟรีสตาร์บัคส์ เลยไม่ต้องเคว้ง สั่งกาแฟ นั่งทำงานรอเวลานัดไป
พอถึงเวลาก็เดินไปหาที่โรงหนัง อซ.คนนั้นก็นั่งรออยู่
พอตอนเค้ายื่นตั๋วให้เราแอบตกใจ มันเขียนไว้ว่า 夫婦の日
 
couple day อะไรวะเนี่ย!!
 
แต่นั่นนับเป็นความโชคดีอย่างที่สอง เพราะค่าตั๋ว 1800 นั่น ก็เหลือ 1000 มีตังเหลือ 500 อีกตะหาก
 
กริ๊ดดดด
 
แล้วก็เข้าไปนั่งดูเกนจิกัน คือแบบว่า นั่งเกร็งตลอดเรื่องเลยอ้ะ
คือ...ถ้าใครรู้จักเกนจิก็น่าจะรู้ว่าเรื่องมัน...เรท
นั่งดูไปก็ลุ้นว่าจะมีฉากอย่างนั้นอีกไหมเนี่ย เก็บอาการมาก ฮ่าๆๆๆๆ
 
ดูจบแล้วก็แลกเปลี่ยนความเห็นกันนิดหน่อยนะ เพราะเราก็เคยดูเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้มาด้วย
แล้วก็ไม่ได้มีอะไรเดินมาขึ้นบัสกลับ (ทางเดียวกันนี่แหละ แต่เค้าลงก่อน)
เป็นอันจบกันไปกับการใช้โปรโมชั่นลดราคา couple day ครั้งแรก (และอาจจะเป็นครั้งเดียว)ในชีวิต
 
คอยดูกันต่อไปว่าในเวลาที่เหลือจะมีอะไรมาเพิ่มในหัวข้อนี้ได้ไหม :))

just my imagination ฝันกลางคืน

posted on 23 Jan 2012 09:49 by sakuraiohno  in dekigoto
ที่ตั้งชื่อแบบนี้เพราะปกติเป็นคนไม่ค่อยฝันสักเท่าไหร่
เน้นฝันกลางวันซะมากกว่า (ฮาา)
แต่ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมารู้สึกว่าฝันบ่อยนะ
แถมตื่นขึ้นมายังพอจะจำได้ด้วย ก็เลยคิดว่าน่าจะบันทึกเก็บไว้สักหน่อย
 
ที่มันฮาก็เพราะเราฝันถึงซากุไรเนี่ยแหละ!
 
ฝันว่าตัวเองไปเดินเที่ยวเล่นเพลินใจในเจแปน แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
"เฮ้ย วันนี้มันมีคอนนี่หว่า!!"
แล้วตัวเองก็มีตั๋วอยู่แล้ว แต่ดันลืมว่าต้องไปดู
ตั๋วนั่นก็ดันอยู่ที่บ้านอีก ก็เลยต้องกลับบ้านไปเอา ในใจก็ลุ้นว่าจะไปทันไหมวะ
 
แต่พอกลับมาถึงบ้าน (ซึ่งในที่นี้กลับเป็นบ้านที่ไทย เราก็งงๆ)
ก็พบว่า ซากุไรอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าซะงั้นน่ะ!!
แล้วแล้วที่ตัวเองฝันกำลังมึนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก 
ซากุไรก็ลุกขึ้นมาทำกับข้าวให้กินซะงั้น!!
แล้วที่มันตราตรึงใจในฝันมากกกกก ก็คือ เค้าอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกับบ็อกเซอร์นะ!!!
แทบจะเป็นลม orz
ระหว่างทำนางก็ยังคงคอนเซปท์ทำกับข้าวไม่เก่งด้วยการทำกระทะเอียงจนน้ำมันเกือบจะหก
ส่วนเรา พอเห็นว่าตัวจริงมาอยู่ตรงหน้า บวกกับตอนนี้ยังไงก็ไปดูคอนไม่ทัน
ก็เลยว่าจะเจรจาขอบัตรวันต่อไปซะเลย
แน่นอนว่าในฝันนั้นพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นกับเค้า (โว้วววว พัฒนาไปอีกขั้นแล้วววว)
ไม่ทันที่เค้าจะตอบอะไรก็ตื่น เอวังด้วยประการฉะนี้
 
พอตื่นแล้วมาทบทวนความฝันดู มีอย่างนึงที่คิดอยู่ในฝันแล้วก็ตลกดี
คือระหว่างที่ไม่ได้ไปดูคอนแต่ซากุไรมาบ้านนี่ มันก็โอเคอยู่ไม่ใช่เหรอ?
ในฝันคิดประมาณว่า "แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอวะ?? ซากุไรเลยนะเว้ย!" ฮ่าๆๆ
 
นานๆทีจะฝัน แถมได้ฝันสนุกๆอีกนี่ก็ดีเหมือนกันนะ :)

年明けてから色んなことを

posted on 22 Jan 2012 19:44 by sakuraiohno  in dekigoto
กริ๊ดด!!
เข้าบล็อกมาเล่นๆ ก็ได้ค้นพบความจริงว่าตัวเองดองบล็อกไปกว่าหนึ่งปี
หนึ่งปีที่ผ่านมาฉันทำอะไรไปบ้างเนี่ย!!
 
แปลก็ไม่ได้แปลมาลงบล็อก เรียนเหรอ?
หรือว่าช่วงนั้นเตรียมเอกสารจนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็เป็นได้ละมั้ง
 
เอาเป็นว่า หลังจากนี้จะพยายามกลับมาทำอะไรหน่อยดีกว่า รื้อฟื้นๆ
 
แต่ก่อนอื่นคงต้องมาเขียนรีพอร์ทคอนเอาไว้เป็นบันทึกความทรงจำตัวเองก่อนสินะ
 
ตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่นเมื่อเดือนเก้า เราก็ตั้งใจว่าจะพยายามหาทางไปดูคอน ไม่ที่โอซาก้าก็ที่นาโงย่าให้ได้
(ทั้งนี้เพราะไม่มีปัญญาสู้กับรอบสุดท้ายที่ฟุกุโอกะแน่นอน...และก็ทำให้เรารู้สึกเสียใจในภายหลังนิดๆ)
ต้องขอบพระคุณพี่ๆทุกคนที่ช่วยเหลือและทำให้เราได้บัตรมาอยู่ในมือ ในราคาที่ก็...นะ...
สมกับความดังของเค้าในช่วงนี้
ตอนที่ได้บัตรมานี้ยังไม่กล้าบอกตัวเองเลยว่าจะได้ดูจริงๆ
รอบที่ได้มาเป็นรอบแรกที่นาโงย่า วันที่ 7
 
แต่ก่อนหน้านั้นก็มีที่โอซาก้าวันที่ 3-4 เราเองก็คิดว่าจะไปซื้อของคอนมาเก็บไว้ที่หอ
จะได้ประหยัดพื้นที่กระเป๋าเดินทางไปนาโงย่า
ก็ออกจากหอตั้งแต่หกโมงครึ่งได้ ไปถึงเคียวเซร่าโดมตอนเจ็ดโมงครึ่งได้
ระหว่างทางก็เจอกับพี่แอนและพี่ๆน้องๆโดยบังเอิญ แล้วก็ไปต่อแถวซื้อของคอนกัน
แม้ว่าเราคิดว่าเราก็มาเช้าอยู่ แต่แถวก็ต่อกันแล้วเรียบร้อย ยาวมากก
แถมยังมีคนฟิตจัดแต่งตัวเป็นมาริโอต่อแถวอยู่หน้าเรา พาลให้สงสัยว่านางตื่นนอนกันกี่โมง!?
 
ต่อแถวท้าลมหนาวถึงเก้าโมง เค้าก็เริ่มเปิดขาย (เร็วกว่ากำหนดหนึ่งชั่วโมง) แถวก็เริ่มไหลๆ
สักพักเราก็ได้เข้าไปในบู้ทขายของ
เค้าก็จะมีการแบ่งเป็นๆบู้ทๆว่าบู้ทนี้ขายอะไร ก็แค่ตรงเข้าไปบอกว่าจะเอาอะไรบ้าง ระบุเมมเบอร์ไป
ใช้เวลาไม่นานก็ซื้อของครบ จับใส่ชอปปิ้งแบ็คเป็นอันเสร็จภารกิจ
 
หลังจากนั้นก็กลับไปนอนที่โรงแรมพี่แอน นั่งดูรายการโอะคุซังอะไรสักอย่างที่โอจังออก
(และทีวีแถบคันไซเลวมากกกกที่ไม่เอาโคทัตสึเดอาราชิมาฉาย ฉันละอยากระเบิดคันไซทีวี)
พอสักสี่โมงมั้งก็ออกมาส่งพี่แอนที่โดม แล้วก็แวะเจอพี่บุ๊คผู้ไฟต์มาดูถึงโอซาก้าและนาโงย่า
แวะคุยๆถ่ายรูปๆกอดๆ กันได้สักพักก็ส่งพี่ทั้งสองเข้าโดมไป
 
ความรู้สึกตอนเดินกลับสถานีคนเดียวตอนนั้นมันเฟลมากเลยนะ อยู่แค่นี้เองแต่เข้าไปไม่ได้
เป็นอะไรที่เกรี๊ยนนนเกรียน แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ ถ้าจะพูดกันตรงๆแล้ว
 
แต่สุดท้ายเราก็กลับมาที่หอ พร้อมกับทำใจว่า อย่างน้อยเราก็จะได้ดูรอบนึงละวะ
 
วันรุ่งขึ้นนัดเจอกับพี่บุ๊ค เดินหาร้านจอห์นนี่ส์แถวๆชินไซบะชิ (ที่อยู่มาเกือบสามเดือนก็ยังไม่เคยไป)
แถวยาวมากจนสุดท้ายก็ไม่ได้เข้า แต่ไปหาราเมงกินกันแทน
เป็นร้านในซอกเล็กๆ อร่อยดีทีเดียว
กินเสร็จก็เข้าห้องน้ำเตรียม (เพราะห้องน้ำแถวสถานีหรือแถวโดมนี่ลืมไปได้เลย ต่อแถวเกินครึ่งชั่วโมงแน่นอน)
แล้วก็ไปส่งพี่บุ๊คที่โดมเหมือนเมื่อวานเดี๊ยะ แล้วก็กลับออกมาจากโดมพร้อมพี่แอนกับพี่ซี
 
พอวันที่สองแล้วก็เหมือนเราทำใจวางเฉยได้แล้ว ก็เลยไม่รู้สึกเฟลเท่าเมื่อวาน
มากินเกี๊ยวซ่าร้านโอโช (แน่ะ ชื่อร้านเข้าเมนมาก) ก่อนไปเดินเล่นต่อในเมืองกับพี่แอนพี่ซี ฮี่ฮ่าาา
ไปดูไคบุทสึคุงรอบที่สองกับพี่แอน (คราวนี้ดูแบบสองดี เท่ากับเราได้ดูทั้งสามดีและสองดีเลย ช่วยอุดหนุนเมน ฮ่าๆ)
แล้วก็ได้กินคริสปี้ครีมครั้งแรกตั้งแต่มาญี่ปุ่นด้วยยย อร่อยดีนะ (พี่ๆเค้าบอกว่าอร่อยกว่าที่ไทยด้วยนะ)
 
นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงปีใหม่ เป็นปีใหม่ที่น่าจดจำจริงๆ
เดี๋ยวคราวหน้าค่อยมาเขียนเกี่ยวกับคอนละกัน เพราะท่าทางจะยาวเป็นมหากาพย์
 
เผลอแป๊บเดียวก็เข้าปีใหม่มาครึ่งเดือนแล้ว วันเกิดแม่ก็ผ่านไปแล้ว อีกไม่กี่วันก็วันเกิดซากุไรแล้ว
จะพยายามทำให้เวลาที่นี่มีค่ามากที่สุด เราจะพัฒนาตัวเองนะ
หยุดกีฬามหาวิทยาลัยสองอาทิตย์ นอกจากทำการบ้านแล้วก็อยากจะแปลอะไรเล่นสักหน่อย
แต่ว่าหนังสือใหม่ๆที่โหลดมาส่วนมากก็อ่านๆผ่านๆเท่านั้น
ตอนนี้เลยรู้สึกพลาดมาก! ที่อ่าน SODA แบบไม่ตั้งใจ เพราะว่ามันน่ารักมากกก!! สำหรับแม่ยกยามะแพร์อย่างเรา
สัมภาษณ์มันยาวเลยค่อยๆแปลไป มาเริ่มที่ข่าวใหญ่ทั่วไปๆของอาราชิ!
 

โอลิมปิคฤดูหนาว world cup น้ำมันพริก

เรื่องราวต่างๆนานาในปี 2010

 

S: ทำไมถึงชื่อ “SODA” เหรอ?

- เพราะมีความหมายกลายๆว่าสดชื่นและไม่หวานเกินไปน่ะ

S: เห ไม่ได้เป็นแบบ KAT-TUN หรอกเหรอ? S=Sakurai O=Oda..... แบบนั้นน่ะ (หัวเราะ)ให้ S เป็นซากุไรก็ได้นะ

 

-​ (ระหว่างนั้นก็มาครบทั้งห้าคน) งั้นมาเริ่มคุยกันเลยละกัน! ช่วยอธิบายอะไรโง้นงี้เกี่ยวกับ “ข่าวใหญ่เบื้องหน้าและเบื้องหลังของอาราชิ” หน่อยสิ

N: โง้นงี้!

- แต่ก่อนหน้านั้น ก่อนอื่นอยากให้ลองนึกย้อนไปถึงข่าวทั่วไปเด่นๆในปี 2010 หน่อย

O: world cup นี่ปีนี้ใช่มะ? อันนั้นผมจำได้ดีเลยล่ะ เล่นไม่ได้หรอกนะแต่ว่าเพราะชอบดูน่ะ ที่คาดการณ์กันตอนแรกเขาเขียนว่าทีมญี่ปุ่นคงจะไม่ค่อย....อะไรเท่าไหร่ แต่ผมก็คิดว่ายังไงก็ไม่ตกรอบแรกแน่ๆ

S: ตื่นเต้นมากเลยเนอะ~ แมตช์ครั้งสุดท้ายรึเปล่านะ? พอประชุมเรื่องคอนเสิร์ตเสร็จก็นั่งดูไปดื่มไปกับซาโตชิคุงสองคนน่ะ

O: ใช่ๆๆ พอประชุมเสร็จตอนดึกๆ ก็ตรงกับเวลาการแข่งขันพอดี ก็เลยนั่งดูทีวีในห้องประชุมก่อนแล้วค่อยกลับน่ะ

- เชียร์กันเสียงดังลั่นเลยรึเปล่า?

O: ไม่อะ ค่อนข้างจะเงียบทีเดียว แต่พอเวลาไปใกล้ๆประตูก็จะร้อง “โอ้~โอ้~โอ้~โอ้~!!” กันนะ (หัวเราะ)

<อ่านถึงตรงนี้แล้วหงายหลังตึงเลย กริ๊ดดดด ดูบอลด้วยกันสองคน ดื่มโอซาเกะไปด้วยอีก อูยย น่ารักกกกและเท่าที่จำได้ ถ่ายทอดสดมันมีสองช่วง ประมาณสามทุ่มกับตีหนึ่งตีสองป่ะ? คือแต่จะช่วงเวลาไหนเค้าก็ได้ใช้เวลายามค่ำคืนด้วยกันละนะ กริ๊ดดด!

ไปลองเช็คมาแมตช์สุดท้ายของญี่ปุ่นในบอลโลกเป็นวันที่ 29 มิถุนาฯ วู้วว คิดแล้วมีความสุข~>

A: ถ้าพูดถึงเรื่องกีฬา สำหรับผมก็ต้องเป็นชัยชนะของทีมจิบะล็อตเต้ล่ะนะ!

- แล้วได้ดูถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์รึเปล่า?

A: แน่นอนได้ดูอยู่แล้ว เป็นเกมที่สูสีกันมากๆเลย ผมนี่ตื่นเต้นสุดๆ ประทับใจมากเลยล่ะ!

M: นอกจาก world cup กับเบสบอลแล้วก็ยังมีโอลิมปิคที่แวนคูเวอร์อีกด้วย

S: นั่นสินะ แวนคูเวอร์ก็อยู่ในข่าวใหญ่10เรื่องส่วนตัวของผมด้วย

M: รวมกันแล้ว รู้สึกว่าปีนี้มีโอกาสดูทีวีบ่อยขึ้นนะ ผมเองก็มีรายการหรือสารคดีที่อยากดูถึงขนาดต้องอัดไว้เยอะอยู่

A: ถ้าพูดถึงเรื่องที่ฮิตก็ต้องหนังสามมิติ!! นั่นน่ะมีพลังสุดยอดเลย! ตอนที่ผมไปดูในโรงหนังครั้งแรกก็ตื่นเต้นจนเหมือนเวลาหยุดไปเลยล่ะ!

 

- แล้วนอกเหนือจากนี้ก็มีกระแสบูมเกี่ยวกับ “การกินน้ำมันพริก” ด้วย

A: ไม่มีความทรงจำอะไรเป็นพิเศษกับน้ำมันพริกเลยแฮะ......

O: แต่ผมมีนะ ได้มาน่ะ เอาไปใส่ในราเมงถ้วยก็อร่อยนะ แต่ว่าจะเอาไปใส่กับอะไรก็เข้าดีนะ เพราะผมเคยเอาไปใส่ในอุด้งแกงกะหรี่น่ะ

N: ทำงั้นก็ไม่รู้ว่ารสอะไรเป็นรสอะไรไม่ใช่เหรอ?

O: อื้ม (หัวเราะ) ก็รสมั่วๆอะนะ แต่ก็อร่อยดี ฮ่าๆๆ ปีนี้กินแกงกะหรี่บ่อยมากเลยแฮะ อุด้งแกงกะหรี่แบบถ้วยก็กินบ่อย พอกลางดึกก็จะอยากกินขึ้นมาน่ะ

A: ผมเองก็ฮิตแกงกะหรี่เหมือนเคยล่ะ ข้าวแกงกะหรี่มั่งอุด้งแกงกะหรี่มั่ง ชอบแกงกะหรี่หลายๆแบบน่ะ

S: เอ อาราชินี่เป็นอะไรกับแกงกะหรี่กันนะ?

 

- นิโนะมิยะซัง ปีนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่ฮิตติดใจบ้างเลยเหรอ?

N: อืม...ส่วนตัวแล้วก็......ไม่ได้ทำอะไรเลยน่ะ ปีนี้ ที่ไปกินข้าวนอกบ้านก็คิดว่าไม่น่าจะเกินสิบครั้งด้วยซ้ำ

M: จริงอะ?

N: อื้ม รวมงานเลี้ยงของโอโอขุกับ​ GANTZ แล้วไม่เกินสิบครั้ง นอกนั้นก็กินข้าวกล่องของกองถ่ายตลอด ใช้ชีวิตอย่างประหยัดมาตลอดเลยล่ะครับ (หัวเราะ) ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องกินสักเท่าไหร่ก็เลยไม่ต้องเครียดน่ะ

S: ถ้าพูดถึงปีนี้มีอีกอย่างที่จำได้ก็ต้องเป็น คลื่นความร้อน!

[ปีนี้คลื่นความร้อนรุนแรงมากจนทำสถิติระดับโลก ก่อนคอนเสิร์ตที่โคคุริทสึ ไอบะที่ลองวิ่งรอบพระราชวังอิมพีเรียลเพื่อเสริมกำลังร่างกายก็ต้องเลิกล้มกลางคัน โดยให้เหตุผลว่า “เพราะคลื่นความร้อน”]

ทุกคน: หน้าร้อน ร้อนมากเลยเนอะ!

S: ฉันน่ะนะ ไปรัสเซียมาตอนหน้าร้อนล่ะ แล้วรถยนต์ที่รัสเซียเนี่ยความเย็นในรถมันอ่อนมากๆเลยอ้ะ ไปที่นั่นด้วยอิมเมจว่าอากาศเย็นแต่กลับมาแพ้ไอ้นั่นซะได้ ระหว่างเดินทางนี่เหงื่อซ่กเลย ลงจากรถมาทีก็เหงื่อเต็มไปหมด.....(หัวเราะขื่นๆ)

O: แต่ว่าผมชอบหน้าร้อนที่สุดอยู่แล้ว ก็เลยไม่รังเกียจความร้อนเลยสักนิด

 

- ปีนี้ได้ไปเที่ยวโอกินาว่าด้วย คงจะพอใจกับวันหยุดน่าร้อนมากเลยสินะ​(หัวเราะ)

[โอโนะนั้นหลังจากถ่ายทำไคบุทสึคุงเสร็จก็ได้เดินทางไปโอกินาว่าเป็นเวลา 4วัน3คืน “ระหว่างถ่ายละครก็อดทนมาตลอดเลยเรื่องตกปลา ก็เลยตกซะให้สมกับที่อดทนมานานสี่เดือนที่เกาะมิยาโกะ นั่งเหม่อตรงริมหาดบ้าง แทะสัปปะรดบ้าง ดำลงไปเก็บหอยซาซาเอะบ้าง....” เพียงแค่นึกถึงเขาก็ยิ้มออกมาด้วย]

O: หุหุ ใช่ๆ เพียงแต่ละคร yonimo kimyouna monogatari เนี่ยมันถ่ายทำตอนกลางหน้าร้อน แต่ว่าในเรื่องมันเป็นหน้าหนาวเลยต้องพันผ้าพันคอ เหนื่อยมากเลยล่ะ ถึงจะโดนบอกว่าอย่าให้เหงื่อออกนะ แต่มันจะเป็นไปได้ไงเล่า! ก่อนถ่ายจริงก็เช็ดหน้าแล้วนะ แต่ถ้าดูดีๆจะเห็นว่าเหงื่อมัน.....(หัวเราะ)

M: ผมเองปีนี้ก็รู้สึกถึงหน้าร้อนมากอยู่เหมือนกันนะ จริงๆแล้วเพราะพอได้เล่นละครเนี่ยแหละก็เลยมีโอกาสได้สัมผัสอากาศกับบรรยากาศข้างนอกเยอะขึ้นล่ะ ได้ใช้เวลาช่วงหน้าร้อนแบบสมเป็นหน้าร้อนสุดๆเลย

- ตอนหน้าหนาวเองก็ดูมีความสุขที่ได้ไปเที่ยวที่นิวยอร์คตามที่ใฝ่ฝันไว้ด้วย 

[มัตสึโมโตะกับการไปเที่ยวนิวยอร์คตอนปลายเดือนมกราคม เขากล่าวว่า “ไปพิพิธภัณฑ์บ้าง ไปดูละครบรอดเวย์บ้าง ช้อปปิ้งบ้าง เพราะครั้งก่อนไม่ได้ทำอะไรเลย(เพราะไปทำงาน)เลยรู้สึกดีใจที่ได้ไป ยังอยากไปอีกนะครับ” อนึ่งที่มัตสึโมโตะได้ไปนิวยอร์คคือไปออกโลเกชั่นรายการวาไรตี้ตอนปี 2000 ถ่ายละครตอนปี 2006 และนี่เป็นครั้งที่3 โดยทุกครั้งที่ไปเป็นช่วงฤดูหนาวทั้งหมด]

M: อา...นั่นก็เป็นข่าวใหญ่ของผมในปีนี้นะ!

 
ส่วนที่เหลือจะทยอยแปลมาลงอีกที (หาเรื่องไม่ทำการบ้านนั่นเอง 555)