振り返り

posted on 07 Jan 2016 00:03 by sakuraiohno in dekigoto directory Diary

กลับมาเขียนบล็อกในรอบกี่ล้านปีแสงกันนี่ (เกือบลืมไอดีกับพาสเวิร์ดไปแล้วด้วย)

แค่กลับมาอ่านผ่านๆก็รู้สึกดีใจนะที่ได้เขียนบล็อกเอาไว้เหมือนเป็นบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลานั้น

ตอนก่อนเอนท์ จนเอนท์ติด เรียนอักษร ไปเที่ยว เอ๊ย ไปแลกเปลี่ยนที่โอซาก้า

ไหนๆก็เรียนจบมาปีกว่า แถมเริ่มทำงานเป็นฉะไกจินแล้ว เลยมาเขียนบันทึกเอาไว้สักหน่อยดีกว่า

เพราะว่าตอนนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตด้วย

 

ตอนเรากลับมาจากญี่ปุ่นรอบที่แล้วได้ปีนิดๆ ตอนเรากำลังจะขึ้นปีสี่ ตอนเดือนพฤษภาได้

แม่เราก็เป็นเส้นเลือดในสมองแตกจนต้องเข้าโรงพยาบาลนานมาก พูดไม่ชัด ขยับตัวด้านขวาไม่ได้เพราะชาไปหมด

จำได้ว่าตอนนั้นไปหาแม่ที่ศิริราช กลับมาบ้านแล้วนั่งร้องไห้หนักอยู่คนเดียว

เพราะที่ผ่านมาแม่เป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เป็นเสาหลักให้ทุกคนมาตลอด

พอแม่เป็นอะไรขึ้นมาเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรยังไง จำได้ว่าตอนนั้นเปิดเพลง strong ของมิยาบิกับ kreva ฟังซ้ำๆ

จนตอนนี้ไม่อยากฟังเพลงนี้เลยเพราะกลัวจะคิดถึงตอนนั้น

แต่โชคดีมากจริงๆที่แม่ฟื้นตัวไวมาก ช่วงนั้นเราเลยต้องเรียนไปทำงานไบท์ล่ามบ้าง แปลงานบ้าง

ต้องหาเงินใช้เองแล้วก็ต้องให้ที่บ้านด้วย ค่าเทอมก็ต้องเก็บตังออกเอง

แต่ว่ารอบๆตัวเราก็มีเพื่อนที่ดีคอยถามไถ่ให้กำลังใจ ไปถึงรุ่นพี่ที่ให้ความช่วยเหลือ

เราก็เลยสามารถจบมาได้โดยที่พ่อแม่ก็ได้มาเห็นเราในชุดครุยด้วย

 

ที่นี้ช่วงที่เราอยู่ปีสี่เทอมหนึ่งมั้งหลังจากกลับมาจากญี่ปุ่น มันมีบริษัทรีครูทของญี่ปุ่นมาแนะนำให้ลองสมัครไปสัมภาษณ์

ไอ้เราเห็นว่าจะได้ไปญี่ปุ่นฟรีด้วยก็เลยอยากลองไปดู ก็ส่งเรซูเม่ไปแบบไม่คิดว่าจะได้

แล้วมันดันได้ไปสัมภาษณ์ ตอนนั้นก็กะว่าไม่เตรียมตัวอะไรไปมาก บริษัทอะไรมาสัมฯบ้างยังไม่รู้เลย

นี่กะไปเที่ยวตอนวันสุดท้ายแล้วด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายดันผ่านสัมภาษณ์รอบแรก รอบสอง ยันมารอบสุดท้าย

ตอนเค้าบอกว่าเค้าสนใจรับเราเข้า แต่ว่าอยากให้เราไปปรึกษากับที่บ้านก่อนแล้วค่อยให้คำตอบ

เราจำได้ว่าวันนั้นกลับมาพักที่ชินะปุริ เรานั่งร้องไห้ในห้องน้ำ ในใจคิดแต่ว่าไม่อยากอยู่ห่างกับที่บ้าน

แต่พอกลับมาถามทุกคนก็บอกว่ามีโอกาสทั้งทีก็สนับสนุนให้เราไป แล้วถ้าไม่ไหวเมื่อไหร่ก็กลับมาได้เสมอ

เอาจริงๆตอนนั้นเรามีแต่ความรู้สึกว่าไม่อยากไป ไม่อยากอยู่ญี่ปุ่นไปตลอด กังวลกลัวไปทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

(และนั่นมีผลต่อช่วงแรกในการทำงานด้วยที่ทำให้เรากลายเป็นคนใครทำดีให้นิดหน่อยก็ให้ใจเค้าไปหมด

ซึ่งอาจจะเขียนถึงในโอกาสต่อไป)

 

จนถึงตอนนี้เราก็เริ่มทำงานที่บ.ไอทีญี่ปุ่นมาได้ปีนิดๆแล้ว

ตอนแรกก็ไม่อยากเชื่อว่าเด็กจบอักษร รู้แต่ภาษาญี่ปุ่นแถมยังกากๆแค่อย่างเดียวจะมีโอกาสมาทำงานที่นี่

แต่เอาเข้าจริงๆมันก็เลื่อนสเต็ปมาเป็นปัญหาที่ว่า เขารับเราซึ่งภาษาก็ไม่ได้สู้คนญี่ปุ่นมาทำงานเหมือนคนญี่ปุ่นทำไม

คุณค่าของเราต่อบริษัทนี้มันคืออะไร เราทำอะไรได้ แล้วเราจะพัฒนาตัวเองให้ทำอะไรได้

เรียกง่ายๆว่าหลายๆอย่างมันก็เกินขอบของความสามารถทางภาษาไปแล้ว

(แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีสกิลภาษาที่ดีขึ้นหรอกนะ)

แถมการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างมันก็ทำให้เราที่อยู่ตัวคนเดียวที่โน่นค่อนข้างเคว้งแล้วก็กังวลแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ถึงขั้นว่าช่วงหนึ่งเหมือนจะเป็นโรคซึมเศร้า กลับบ้านร้องไห้ ไม่ก็ร้องไห้บนรถไฟกลับบ้านแทบทุกวัน

 

ตอนนี้ก็พยายามสร้างแรงบันดาลใจให้อยากอยู่ทำงานที่นั่นด้วยการกลับมาติ่งแบบเต็มสตรีม

(แค่ปีเดียวได้เจออาราชิไปประมาณหกรอบได้? วะคุๆน่าจะสองรอบ มิยางิรอบนึง Japonism อีกสามรอบที่นาโงย่ารอบแรก

รอบวันที่ 23,24 ที่โตเกียวโดม) แถมยังไปอีเว้นท์ทั้ง Freestyle ของโอจังสองรอบ ดูไลฟ์วิวบุไตไอซัทสึหนังนิโนะ

ก็ต้องขอบคุณอาราชินะที่ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาได้ แม้ว่ามันจะเหมือนคนติดยา ดูแล้วก็อยากดูอีกก็เถอะนะ

 

นี่เรากำลังลากลับมาอยู่บ้านได้สองอาทิตย์ แต่นี่แป๊บเดียวก็เหลืออีกแค่สามวันแล้ว ฮืออออ

ไม่อยากกลับไปที่โน่นเลย (แต่ใจนึงก็อยากกลับไปติ่ง) ปีหน้าก็ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับช่วงไหน

 

รอบหน้ามาเขียนเรื่องการทำงานที่โน่นดีกว่า หนึ่งปีนี่ก็นับว่ามีอะไรเกิดขึ้นเยอะที่เดียวเลยล่ะ

2012/09/12(วันพุธ)
วันนี้นัดกับ oxana ลุดา นาโอะ และก็ไอริสว่าจะไปแฮงค์เอ้าท์กันครั้งสุดท้ายก่อนจาก
แล้วก็ตกลงกันว่าจะไปร้องเกะกันที่คิตะเซนริ
นัดกันตอนเที่ยง แต่กว่าจะเข้าเกะก็เกือบๆบ่ายละ
เนื่องจากทุกคนมีจุดร่วมกันคือเป็นแฟนจอห์นนี่ส์ เพลงส่วนใหญ่ที่ร้องเลยเป็นเพลงค่ายนี้แทบทั้งหมด
ก็สนุกสนานเฮฮากันมาก
ส่วนเรากริ๊ดสุดก็ตอนไอริสร้องเพลงเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ สุดยอดมากอ้ะ!!
เวลาผ่านไปเร็วไม่ทันไรก็ห้าโมง ลุดากับโอกซานาที่ต้องออกเดินทางไปฮ่องกงก็เลยขอตัวไปก่อน
ส่วนเรากับไอริสและนาโอะก็ร้องต่อจนถึงหกโมงเย็น
ร้องเสร็จออกมาจากคาราโอเกะก็แอบเศร้าในใจว่าน่าจะมาด้วยกันให้เร็วกว่านี้
เพราะว่าเราเพิ่งมาสนิทกับสองคนนี้ไม่นาน
ก็เดินๆมาที่ป้ายรถบัสจะกลับกัน แต่พอเดินผ่านสตาร์บัคส์ เราก็เห็นว่าพี่สตาร์บัคส์ทำงานอยู่
ไอ้เราก็เริ่มอยู่ไม่สุขละ ใจนี่แทบจะพุ่งเข้าไปในร้านแล้ว
แต่อีกใจก็กลัวเค้ามองไม่ดี พยายามยั้งตัวเอง
แต่พอเดินไปถึงป้ายเราก็ทนไม่ได้ ขอให้นาโอะกับไอริสมาอยู่เป็นเพื่อน แล้วก็เลยปรึกษาเรื่องพี่สตบ.
ทั้งสองคนก็ดีกับเรามาก ยอมไม่กลับแล้วก็นั่งฟังเรา
เราแบบพอคิดดูๆแล้วเราก็เหลือเวลามาที่นี่ได้อีกแค่สี่ห้าวันเท่านั้น แล้วก็ไม่รู้ว่าเค้าจะทำทุกวันรึเปล่าด้วย
เราก็เลย...อยากจะเจอเค้ามากกว่านี้ (พูดไปก็น้ำตาไหลไป นี่ฉันเป็นได้ถึงขนาดนี้อ้ะ!)
อยากขอถ่ายรูปเค้าไว้เป็นความทรงจำที่ดีของการมาอยู่ที่นี่
นาโอะกับไอริสก็เลยช่วยดูลาดเลาให้ แถมยังแสนอตัวช่วยพูดให้อีก 
คือเราก็อยากพูดเองนะ แต่ว่าต่อหน้าเค้าเราจะพูดอะไรไม่ออกทุกทีเลย T_T
พอเริ่มรวบรวมความกล้าได้ นาโอะก็บอกให้เราไปเช็ดหน้าเช็ดตาในห้องน้ำก่อน แล้วก็เดินดูจังหวะอีกรอบ
พอกำลังจะตัดสินใจเข้าไป ปรากฏว่าพี่สตาร์บัคส์ไปทำความสะอาดร้าน เดี๋ยวจะไม่ได้เจอตรงเคาท์เตอร์
เลยต้องถอยมารอเค้ากลับเข้าเคาท์เตอร์ต่อ
พอเค้ากลับมาเราก็เข้าไปในร้าน (ใช้ใบเสร็จที่มีโค้ดไปทำแบบสอบถามในเน็ทแล้วจะได้เครื่องดื่มฟรี - ซึ่ง
เราได้มาเป็นครั้งที่สามแล้ว โชคดีมากกกกกก)
จุดนั้นเราพยายามทำตัวนิ่งๆ ไม่โหวกเหวกกริ๊ดกร๊าดมาก ก็ยื่นใบเสร็จให้เค้า
แล้วนาโอะที่มาด้วยกันก็ถามตรงทันทีว่าแบบ เอ่อ โอโซะเระอิริมัสงะ โทโมดะจิก๊ะโมสุกุคาเอะรุคาระ
คิเนนโนะทาเมะนิ อิชโชะนิชาชินทตเตะโมะอี้เดสก๊ะ?​ (อไรทำนองนี้ เราก็จำไม่ได้แล้ว)
พี่สตาร์บัคส์ก็ยิ้มแล้วบอกไดโจวบุเดส (อะไรทำนองนี้ จำไม่ได้แล้วเช่นกัน)
เราก็แบบ อะริกะโตโกไซมัส แล้วพี่สตาร์บัคส์ก็ถามต่อว่า โอโนมิโมโนะวะ นะนินินาไซมัสกะ?
ฮาเงิบมากจุดนี้ พี่แกยังคงทำงานต่อ
เราก็สั่งครันชี่คาราเมลแฟรปเปชิโนเพิ่มช็อทเอสเปรสโซไซส์ grande 
สั่งเสร็จพี่สตบ.ให้ใบเสร็จแล้วก็บอกให้เราไปรอท้ายเคาท์เตอร์ 
ตอนนั้นเราก็แบบ....แล้วจะถ่ายยังไงอะตัวเอง
พี่สตบ.เค้าก็เดินออกมาจากเคาท์เตอร์ แล้วก็แบบ กลายเป็นว่าถ่ายหน้าเคาท์เตอร์นั่นเลย
คือแบบตอนนั้นก็คิดอยู่ในซอกใจว่า คนในร้านจะมองยังไงวะะ
แต่ความประหม่าเราชนะทุกสิ่ง เราก็แบบยืนห่างจากพี่สตบ.มาก
แล้วนาโอะก็เป็นคนที่สุดยอดมาก บอกเราว่า เขยิบเข้าไปใกล้ๆหน่อยมันถ่ายไม่ได้
เราก็กระเถิบซ้ายเข้าไปนิดนึง ปรากฎว่าถ่ายออกมาดันทำท่าเดียวกันแบบไม่ได้ตั้งใจ
(คือเอามือประสานกันไว้ข้างหน้า)
ตอนแรกเพื่อนถามว่ารูปโอเคไหม เราก็แบบ เขินตัวจะระเบิดแล้วก็เลยบอกว่าโอเคแล้วขอบคุณไป
(ความจริงเราน่าจะถ่ายมากกว่านี้ปะ??? แอบรู้สึกโง่นิดๆ)
แล้วก็มารอรับเครื่องดื่มที่ท้ายเคาท์เตอร์ 
จุดนั้นเราหน้าร้อนมากกกกกกจนจะเป็นลมแล้ว มือก็แอบสั่น พนักงานผู้หญิงที่ทำเครื่องดื่มให้เค้าก็ยิ้ม
(ตอนหลังมาดูเห็นว่าที่แก้วเขียนว่า Thank you ด้วย น่ารักมาก ไม่รู้ว่าพนักงานผู้หญิงหรือพี่สตบ.เป็นคนเขียน
เพราะไม่เห็น...เดาว่าคงเป็นพนักงานหญิงที่อยู่ร่วมเหตุการณ์มากกว่านะ)
 
คือ....เราคิดว่าพนักงานทั้งร้านคงรู้แล้วอะว่าเราชอบเค้า แสดงออกมาซะขนาดนี้
พอรับเครื่องดื่มมาเราก็ออกไปนั่งนอกร้าน (แน่นอนว่าต้องเป็นมุมที่มองเห็นพี่สตาร์บัคส์)
ก็ออกนั่งคุยกับนาโอะกับไอริสว่า เอ้อ 大成功 ว่ะ ว๊ากกกกกกกก
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เจอกับเค้าสองคน ได้ร้องคาราโอเกะครั้งแรกและสุดท้ายด้วยกัน
ได้ร้องคิวท์ตี้ฮันนี่ที่เคยสัญญาว่าจะมาร้องกันไว้
แถมยังได้ถ่ายรูปกับพี่สตบ.อย่างไม่คาดฝัน
 
มันหลายอารมณ์มากเกินหัวใจเรามันก็รับไม่ทันเหมือนกันนะ
ดีใจกับเรื่องพี่สตาร์บัคส์
เศร้ากับเรื่องที่ต้องจากเพื่อนๆที่นี่
เครียดกับเรื่องคอนอาราเฟส
กังวลกับเรื่องจดหมายที่จะเขียนส่งให้พี่สตาร์บัคส์
และอีกมากมาย
 
ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เราต้องมานั่งเขียนระบายในที่นี่ (เวลาท้องถิ่นคือตีสามเป๊ะ)
ทิ้งท้ายที่ก่อนกลับเราเข้าร้านอีกรอบเพื่อเอาแก้วไปทิ้ง ก่อนเดินออกเราก็ก้มๆหัวขอบคุณพนง.หญิงคนนั้น
(พร้อมเสียงพี่สตาร์บัคส์ที่ก้องอยู่ในหูอยู่ตลอดว่า ありがとうございます)
 
ถ้าจะให้ฮันเซตัวเองหน่อยก็อยากจะบอกว่า
เวลาเค้ายังอยู่ตรงหน้าก็มองเค้าซะ! จะแกล้งทำเป็นไม่มองทำซึนไปเพื่ออะไรรร
เดี๋ยวจะไม่ได้เห็นเค้าตัวเป็นๆต่อหน้าสายตาตัวเองแล้วนะ...
 
โอย น้ำตาจะไหล พอดีกว่า
 
มาจนถึงพาร์ทสามจนได้สินะ...
 
คือหลังจากถามชื่อคราวนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกับพี่สตาร์บัคส์นอกเหนือไปจาก
บทสนทนาระหว่างพนักงานกับลูกค้า ซึ่งมันทำให้ความรู้สึกเราจางลงไปอยู่
 
ร่ำๆว่าจะเลิกละ แต่ก็ยังอยากไปดูหน้าเค้าอยู่ดี ก็เลยยังคงไปสตาร์บัคส์อยู่
 
เราเคยได้ใบเสร็จที่มีโค้ดให้ไปทำแบบสอบถามในเว็บแล้วจะได้โค้ดมาแลกเครื่องดื่มฟรี
ครั้งแรกที่ได้ก็กะว่าจะทำในไอโฟนเลย แต่เหมือนมันเข้าไม่ได้ เราเลย(ถือโอกาส)ไปถามคุณทนก.
เค้าก็หยิบมือถือเราไปดู (กริ๊ด)​ แต่ปรากฎว่าเค้าก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง เลยโบ้ยให้พี่โย่งมาดูแทน
โนวววว
แต่พี่โย่งก็ดีมาก ช่วยดูอยู่พักนึงแต่ก็เหมือนจะเข้าไม่ได้ เค้าเลยบอกให้เรารอสักพักแล้วลองใหม่นะครับ
เราก็กลับมานั่งดูพี่สตาร์บัคส์ต่อไป
 
((นอกเรื่อง พอหลังจากนั้นเรามาทำในคอมก็ทำได้ พอเราเอาใบเสร็จนั้นไปซื้อ พี่โย่งอยู่พอดี
เค้าเลยคุยด้วยว่า ทำได้แล้วใช่ไหม ไรงี้ เฟรนด์ลี่มาก))
 
แล้วเหมือนเราก็ได้ใบเสร็จนั่นรอบที่สอง แล้วพี่โย่งก็อยู่(อีกแล้ว) เค้าก็ยิ้มตาตี่ถามว่า ได้อีกแล้วเหรอครับ
เราเลยถามไปว่ามันออกมาแบบแรนดอมเหรอ เค้าก็ว่าใช่ ประมาณร้อยครั้งจะออกมาสักสามที
นี่เราเล่นได้สองครั้งในเวลาใกล้ๆกัน ก็เลยทำกัซซึโพสบอกว่า ลักกี้ ฮ่าๆๆ
 
ทีนี้ตอนเราเอาใบที่สองไปใช้ เราก็เลยเอาไปใช้กับพี่สตาร์บัคส์ บอกเค้าว่าเนี่ยอันนี้ใบที่สองนะ
แต่แบบ เค้าก็ดูงงๆ บอกว่า อะโซ้วเดสกะ แค่นั้น...
ชิ้งงงง
จบเลยจ้า ไปต่อไม่ถูกแล้ว
 
เราก็เลยไม่กล้าชวนคุยอะไรอีก อีกวันไปกับเพื่อน เพื่อนอยากให้ช่วยถามว่าจะใช้ปลั๊กไฟที่นี่ได้ไหม
(โอเค สาเหตุที่เพื่อนต้องใช้ปลั๊กไฟต่อคอมเพราะเราขอให้เค้านั่งเป็นเพื่อนเราต่อ ฮ่าๆๆๆ)
คุณทนก.เค้าอยู่ตรงเครื่องทำกาแฟ เราก็เลยไปถามพนักงานญ.อีกคนแทน
แล้วก็บอกว่า ดาเมะเดส เราก็จ๋อยกลับมาหาเพื่อน
 
แต่หลังจากนั้นเพื่อนก็มาเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เราเข้าไปถามพนักงานอีกคน ทนกซังซึ่งกำลังล้างแก้วอยู่
ก็หันควับมามองว่า เราจะมาถามอะไร
 
คือแบบ ถึงจะไม่คิดอะไร แต่ได้อยู่ในสายตาเราก็ดีใจแล้ววว >w<
 
แล้วล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้...
 
เราให้เมล์เรากับเค้าไปแล้ววววว
เขียนไปในการ์ดคำศัพท์ที่เรานั่งทำอยู่นั่นแหละ ฮาาาาา เนิร์ดสาดดด
นั่งทำใจอยู่นานมากกกกจนร้านจะปิด ว่าจะให้หรือไม่ให้ดี
แล้วถ้าให้จะเขียนเมสเสจอะไรรึเปล่า
คิดๆๆจนท้องไส้ปั่นป่วน หายใจไม่ถนัด
แต่สุดท้ายก็คิดว่า จังหวะความกล้ามันมาตอนนี้ก็ต้องตอนนี้อ้ะ
now or never ก็เลยเก็บของ เดินเอาถาดจะไปเก็บ พนักงานญ.คนนึงก็เข้ามารับ
เราส่งถาดให้เค้าเสร็จก็ยืนนิ่งอยู่แป๊บ แบบว่ากำลังรวบรวมความกล้า
ระหว่างนั้นพนักงานญ.คนเมื่อกี้ก็เข้ามาสีหน้าประมาณว่า ยืนนิ่งนี่มีอะไรรึเปล่าคะ?
เราก็ส่งยิ้มให้นางหนึ่งทีแล้วเดินไปหาทนก.ซังที่อยู่หลังเครื่องทำกาแฟ
ตอนนั้นเค้าหันหลังอยู่ เราก็ซุมิมาเซ็น จนเค้าหันมา เราก็ยื่นกระดาษนั่นให้เค้าทันที
เค้าไม่ได้ดู แต่บอกว่า อะริกาโตโกไซมัส ระหว่างนั้นแอบสบตาหนึ่งแว่บ เห็นเค้ายิ้มๆ
แล้วก็มีลูกค้าเดินมาเค้าท์เตอร์พอดี เราเลยรีบเดินหนีออกจากร้านไปสติแตกใจเต้นแรงอยู่ในห้องน้ำ
 
ทำไปจนได้อะดิฉัน

แต่ก็ไม่เสียใจนะที่ได้ทำ

ก็มันเหลือเวลาอยู่อีกไม่เท่าไหร่แล้วนี่นา...
ก่อนอื่นต้องเขียนไว้ตรงนี้เลยว่า ไม่คิดว่าโพสนี้จะมีตอนต่อ
เพราะว่าชีวิตเราหลังจากโพสนั้นก็แห้งเหี่ยวไม่มีอะไรเอาซะเลย
 
ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตสาวโสดของเรา!
ความจริงเราเขียนโพสนี้ต่อด้วยความรู้สึกสองจิตสองใจว่าจะเขียนหรือไม่เขียนดี
ใจนึงก็รู้สึกว่า รออาทิตย์นี้อีกครั้งก่อนไหม เผื่อเหตุการณ์อะไรๆมันจะพลิก
แต่อีกใจนึงก็รู้สึกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์มันพลิกจริงๆ ก็อยากจะบันทึกความรู้สึกตอนที่มันยังพองโตมากๆเอาไว้
 
เรื่องมันมีอยู่ว่า...
ท้าวความไปเมื่อเดือน12 วันที่ 11 เราไปงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่ากับเพื่อน
แต่ขอตัวกลับมาก่อนตอนประมาณบ่ายสอง กว่าจะมาถึงสถานีคิตะเซนริก็ประมาณบ่ายสามได้
เราก็ขอเพื่อนแวะซื้อกาแฟที่สตาร์บัคส์
ทีนี้พนักงานที่เป็นคนทำให้น่ารักมากกกกกกกกกกก เราก็แอบคิดในใจว่า น่ารักอ้ะๆๆๆ
ทีนี้พอเค้าส่งถุงให้เราก็รับมา แต่พอหันมาหาเพื่อน เพื่อนก็ทักว่า "เฮ้ยแพรน่าแดงมากอ้ะ"
เราก็เฮ้ย นี่เราออกอาการขนาดนั้นเลยเรอะ! คิดว่าพยายามโปกเกอร์เฟซแล้วนะ!
แต่ก็ออกจากร้านมาแล้ว ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่ไปกริ๊ดกร๊าดใส่ในเฟซบุ๊ค
 
หลังจากนั้นเราก็คิดว่าอยากเจอเค้าอีกจัง แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้าทำงานวันไหนยังไง
แล้วก็ยังไม่ได้กระตือรือร้นอะไรมากนัก
 
จนกระทั่งผ่านมาอีกสามเดือนกว่า วันที่ 22 เดือน4 เราก็นัดเจอกับพี่ยุ้ยที่สตาร์บัคส์
เพราะว่าจะไปงานเลี้ยงส่งคาโอริจังด้วยกัน ทั้งที่วันนั้นไปตอนเช้า แต่ก็เจอพี่สตาร์บัคส์อยู่ที่ร้าน
ตอนนั้นดีใจมากอะ อย่างที่บอกว่าไม่รู้ว่าเค้าทำงานวันไหนกี่โมง เราก็กะเวลามาไม่ได้
แต่ที่รู้แน่ๆก็คือเค้าทำที่นี่วันอาทิตย์แน่นอน บวกกับเดือนเจ็ดเราจะสอบวัดระดับ
ก็เลยตั้งใจว่าจากนี้จะมาอ่านหนังสือที่สตาร์บัคส์ทุกอาทิตย์
 
ทว่าอะไรๆมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด
เพราะอาทิตย์ต่อมาติดทริปไปคิวชู อีกสองอาทิตย์ต่อมาติดงานไบท์ไทยเฟส
เกือบเดือนอะที่จะไม่ได้เจอ ตอนนั้นแอบเฟลๆไปเลย
 
แต่หลังจากนั้นเราก็ไปติดกันสามอาทิตย์ ไปทุกครั้งก็คือนั่งอ่านหนังสือสอบวัดระดับบ้าง
อ่านคันจิของคุนิคะตะบ้าง เขียนรายงานบ้าง ระหว่างพักสายตาก็แอบมองพี่สตาร์บัคส์ไป
และพ่อเจ้าประคุณก็เหมือนจะมีเรดาร์ไว คือรู้ว่าถูกมองเมื่อไหร่ ก็จะหันมาทางนั้นทันที
ซึ่งนั่นทำให้เราเขินค่ะ! แอบมอง(แบบไม่ให้เค้ารู้ตัว) ลำบากนิดนึง
 
อ้อใช่ นอกจากนี้ยังมีโมเม้นท์ที่ทำเราเพ้อมาก (ทั้งที่ความจริงแล้วมันก็ไม่มีอะไรอะนะ)
คือช่วงนั้นสตาร์บัคส์กำลังจะเปลี่ยนเครื่องดื่มใหม่ เค้าก็มีการเอาขนาดทดลองชิมมาแจกในร้าน
ประเด็นคือพี่สตาร์บัคส์แกเป็นคนมาแจกค่า!
แล้วเวลาพี่แกแจกนี่คือเค้าจะถือถาดมาแล้วก็มาลดตัวลงคุกเข่าข้างๆโต๊ะ แนะนำๆเครื่องดื่ม
ครั้งแรกที่เอามาให้เป็นมัจฉะแฟรปใส่ช็อกโกแลต อร่อยมากกกกกก (อันนี้พูดจริงไม่ลำเอียง)
จำได้ว่าชื่อมันยาวมาก ตอนเค้ามาแนะนำก็พูดชื่อแล้วบอกว่า มันยาวมาก ><
(เออ บอกมาฉันก็จำไม่ได้หรอก สมองหยุดทำงานไปแล้ว)
แนะนำๆเสร็จ ส่งยิ้มแล้วก็จากไป เราแบอยากกริ๊ดมากตอนนั้นแต่อยู่คนเดียวทำอะไรไม่ได้
ก็เลยมากริ๊ดใส่ทวิตเตอร์แทน ฮ่าๆๆ
อาทิตย์ต่อจากนั้นก็มีพนักงานผู้หญิงเอาแพชชั่นแมงโก้แฟรปมาให้ลอง (ซึ่งเราไม่ได้สนใจ ฮ่าาา)
แล้วอาทิตย์ต่อมาอีก เราไปพร้อมกับเพื่อนโปแลนด์กับเกาหลี
ทีนี้พอเราเห็นเค้าถือถาดใส่แก้วเล็กมาเราก็เริ่มหวังละว่า จะมาโต๊ะเราไหมวะๆ
 
ปรากฎว่าไม่มาค่ะ! เล่นเอาเซ็งไปเลยทีเดียว
อ่านๆไปเพื่อนก็ขอกลับก่อน ส่วนเราของนั่งอ่านบวกดูพี่สตาร์บัคส์ต่อ
 
แล้วพี่เค้าก็เอามาให้เราตอนนั้นล่ะ!!!!
มาแนวเดิมเลย ถือถาดมา นั่งคุกเข่าข้างโต๊ะ แนะนำๆๆ
แต่เพราะไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว เราจึงทำใจกับระยะใกล้เท่านั้น แล้วก็ยิ้มๆพยักหน้าฟังเค้าไป
ประมาณว่า โอ้ได้เห็นหน้าในระยะใกล้แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
 
ทีนี้เราก็พล่ามให้ทุกคนฟังแหละว่าเราชอบพี่สตาร์บัคส์คนนั้น
แต่เราก็ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเค้าเลย เรียกว่าพี่สตาร์บัคส์ๆมาตลอด
เวลาก็เหลือน้อยลงๆทุกที
 
ก็คิดแหละว่าอยากทำความรู้จัก แต่อยู่คนเดียวเราก็ปอดอะ
จนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (6/24) เราก็ไปสตาร์บัคส์เช่นเคย
อ่านๆๆๆๆหัวฟู เพราะว่าใกล้สอบแล้ว แต่ยังอ่านไม่ถึงไหนเลย
แถมตอนแรกในร้านที่นั่งเต็ม เลยต้องไปนั่งนอกร้าน แอบคิดว่าวันนี้คงดวงไม่ดีแฮะ แอบมองลำบากกว่าเดิม
แต่พอเข้าไปสั่งแก้วสอง (ซึ่งพี่สตาร์บัคส์เป็นคนรับออร์เดอร์><)ก็เจอที่นั่งพอดีเลยย้ายเข้ามา
ตอนสั่งนี่ก็โก๊ะมาก จะสั่งซอยลาเต้เย็น แต่ดันบอกว่าร้อน คือสมองส่วนภาษาไม่ทำงานมากอ้ะต่อหน้าคนนี้
 
ระหว่างนั่งอ่านไปก็มีเพื่อนคนไทยเข้ามา เราก็เลยชวนนั่งแล้วบอกว่าเนี่ยแหละพี่สตาร์บัคส์ที่เรากริ๊ด
เพื่อนเราก็เลยเชียร์ให้ใหญ่เลยว่าให้เข้าไปคุยไปถามชื่อ แต่เราปอดมากกกกกกก
คุยไปคุยมาก็เลยแอบถามเพื่อนญี่ปุ่นของเพื่อนอีกที (งงปะ?) ที่เป็นหนุ่มป็อปในมิโนแคมปัส
ว่าถ้าเกิดกรณีแบบนี้จะทำยังไงดี อยากทำความรู้จัก
ตอนแรกเค้าตอบมาว่าให้เขียนเมล์ตัวเองส่งให้เลย แต่แบบรูปร่างหน้าตาอย่างฉันเนี่ย
ให้ไปเค้าคงไม่ตอบมาหรอก! คำแนะนำนี้เลยตกไป ขอเป็นถามชื่อละกัน
เค้าก็เลยให้ประโยคมาว่า すみませんが、お名前を教えていただけませんか。
เราก็จำๆไว้ ระหว่างทำใจรวมความกล้าก็นั่งบิดไปบิดมา
แถมปวดท้องมากจนต้องไปเข้าห้องน้ำสองรอบ (บ้ามาก)
เพื่อนก็ดีมาก อดทนนั่งบิวท์ความกล้าให้เราจนกระทั่งหาจังหวะเหมาะตอนประมาณทุ่มกว่าๆ
คนในร้านน้อยแล้ว มีพนักงานอยู่แค่สองคนในเคาน์เตอร์
เราก็ลุกขึ้นไปสั่งชา ก็คุยๆว่ามีชาแบบไหนอะไรบ้าง สุดท้ายสั่งเสร็จก็ไปยืนรอตรงท้ายเคาน์เตอร์
ระหว่างนั้นเป็นจะเป็นแล้วอ้ะ! ถาม?ไม่ถาม?ถาม?ไม่ถาม?
หันมาหาเพื่อนๆถามว่า "ให้ไปอยู่เป็นเพื่อนไหม?" เราก็พยักหน้าแบบโอยจะเป็นลมแล้ว
ทีนี้พอพี่สตาร์บัคส์เค้าส่งแก้วให้ เราก็ถามเค้าไปอย่างประโยคข้างบนนั้น
(ซึ่งพูดไปได้ครึ่งประโยคก็เสียงต่ำลงเรื่อยๆเพราะเขินมาก)
 
คือเราก็แอบคิดว่าเค้าจะปฏิเสธไม่บอกรึเปล่านะ เพราะเราก็เป็นใครไม่รู้
แถมคนญี่ปุ่นก็ดูคิดมากเรื่องprivacyด้วย
แต่เค้าก็บอกเราอ้ะ!! ><
ตอนบอกเค้าก็โค้งตัวลงนิดนึง พูดเสียงเบาๆว่า "ทะนะกะ อะทสึชิ"
(จำไม่ได้แล้วว่าลงท้ายว่าといいます。หรือว่าです - สมองดับไปแล้วเรียบร้อย)
ทีนี้ด้วยความสมองดับของเรา ก็ไปโบเคะใส่เค้าว่า "ทสึชิ?"
เพราะว่าฟังไม่ถนัด เค้าก็บอกอีกรอบว่า "อะทสึชิเดส"
เราก็ยิ้ม(คิดว่าตอนนั้นคงหน้าบานมาก) บอกว่าไฮ่ แล้วก็หยิบแก้วมา
ตอนนั้นก้มหน้างุดแล้วอะ เพื่อนที่ยืนข้างๆก็บอกว่า แกหน้าแดงมากอ้ะ
เราก็ยิ่งเขินใหญ่ หยิบไซรัปใส่ชามือยังสั่นอ้ะคิดดู
คนๆชิมๆแล้วก็รีบกลับมานั่งที่โต๊ะ ก้มหน้างุดๆ เอาหัวปักโต๊ะ เอามือนาบหน้า (หน้าร้อนมาก)
ใช้เวลาประมาณหลายนาทีกว่าหน้าจะหายแดง จุดนั้นคือไม่กล้ามองหน้าพี่สตาร์บัคส์แล้ว
เกิดมายี่สิบเอ็ดปี เป็นโอโตเมะมากสุดๆก็วันนี้ละค่ะ!
เพื่อนที่ไปด้วยกันก็บอกว่า หลังจากนั้นเค้าก็มองมาทางนี้นะ
แต่เรานี่ไม่กล้ามองไปทางเค้าแล้ว นั่งทำใจให้สงบกับเพื่อน แล้วก็อ่านหนังสือต่อ (มันบ้าปะล่ะ!!)
วันนั้นลงท้ายด้วยการอยู่ร้านจนถึงเกือบสี่ทุ่ม บ้ามาก อ่านจนจบบทที่20
ให้พนักงาน(ผญ.)ล้างแก้วให้ ระหว่างนั้นเราก็แอบมองพี่สตาร์บัคส์เช็คความเรียบร้อยก่อนปิดร้าน
คือท่าทางตอนนั้นมันน่ารักมาก ><
 
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พอคิดถึงเรื่องวันนั้นทีไรก็จะใจเต้นแรงมาก หน้าแดงมาก
แม้กระทั่งตอนที่เขียนโพสนี้ก็ยังใจเต้น
แต่อย่างที่บอกต้นโพสว่าอาทิตย์นี้ถ้าเราไปมันจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้
ก็เลยอยากจะบันทึกความรู้สึกในตอนนี้เอาไว้ ว่ามันตื่นเต้น ดีใจ มีความสุขมากขนาดไหน
อีกประมาณสองเดือนที่เหลืออยู่ ถึงจะได้แค่อาทิตย์ละวัน ก็จะขอแอบมองไปเรื่อยๆนะพี่สตาร์บัคส์♥

ワクワク旅

posted on 29 Jun 2012 09:51 by sakuraiohno in dekigoto
2012.6.16
วันเสาร์ เราต้องออกเดินทางไปขึ้นบัสกลางคืนตอนห้าทุ่ม แต่ก็กระวนกระวายอยู่ในห้องทั้งวัน
ซักผ้า เตรียมข้าวของ (ซึ่งส่วนหนึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้านานมาก)
เอาไปทั้งน้ำหอม ที่เช็ดตัว (เพราะว่าจะไม่ได้อาบน้ำ)
แปรงสีฟัน ยาสีฟัน กล้องส่องทางไกล แว่นตา ร่ม เสื้อผ้าเผื่อเปลี่ยน สตุ้งสตางค์
ชาร์จทุกอุปกรณ์ให้แบตเต็ม เพราะอาจไม่มีที่ชาร์จ
แล้วก็กินอะไรรองท้อง แล้วก็ทำโน้ตวิชาประวัติศาสตร์ของซาโนะเซนเซเอาไว้พกไปอ่าน
(นั่น เป็นเด็กดีมาก)
รอจนกระทั่งทุ่มนึงค่อยไปอาบน้ำสระผมอย่างพิถีพิถัน
แต่ตอนโกนขนหน้าแข้งแอบเลินเล่อไปนิด ทำข้อเท้าเป็นแผลเลือดไหลเยอะมาก
คือแอบรู้สึกกลัวเป็นลางไม่ดีเล็กๆ แต่ก็รีบมาทำแผลแต่งตัวรอเวลาออก
แต่นะ พอออกมาปุ๊บปรากฏว่าฝนตก เซ็งมาก ก็พยายามไม่ให้หัวเปียกนะ อุตส่าห์สระแล้ว
แล้วก็รีบออกมารอรถก่อนครึ่งชั่วโมงได้ ไปนั่งหลบฝนในตึกบี
จนอีกประมาณสิบนาทีก็ออกไปรอแถวๆประตู
โชคดีฝนหยุดตกก็เลยไปรอตรงป้าย แอบเจอแมลงสาบออกมาเดินเล่น หยึยมาก
แล้วก็ขึ้นรถจาก間谷住宅4 ไปลงที่ 千里中央
ก่อนลงเลยถามคนขับซะเลยว่าป้ายหมายเลข0 มันอยู่ตรงไหน เค้าก็ชี้ๆให้ดู เราก็โอเค
เช็คที่ขึ้นแน่ใจแล้วยังมีเวลาเหลือก็เลยไปหาซื้อน้ำซื้อขนมปังไว้กินตอนเช้าที่ลอว์สัน
แล้วก็กลับมารอขึ้นรถ พอได้ขึ้นรถเห็นไฟยังเปิดสว่างก็เลยนั่งเจี๋ยมๆไปก่อน
เราล้างหน้ามาเรียบร้อย พอไฟในรถดับก็เลยแค่เอาสำลีมาส์กของมุจิชุบ雪肌精แปะหน้า
(คิดว่าคนในรถคงมีคนตกใจบ้างเวลามาเข้าห้องน้ำ 55)
ที่นั่งรถบัสของฮันคิวแอบไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ พยายามขยับๆพยายามหาทางนอน แต่ก็หลับๆตื่นๆตลอดทาง


2012.6.17
มาถึงสถานีโตเกียวตอนประมาณหกโมงครึ่ง อากาศร้อนๆอบๆบอกไม่ถูก
ก่อนอื่นก็หาห้องน้ำ ไปเจอห้องน้ำที่ดีมากกกกกที่นึง
มีปลั๊กไฟ(ที่พอเห็นปุ๊บก็เล็งว่าต้องเอามาชาร์จให้ได้ตอนชากลับ)
มีกระจกพร้อมให้แต่งหน้า ห้องน้ำห้องท่าดี ก็จัดการเข้าห้องน้ำ ซักแห้ง แปรงฟัน แต่งหน้า
(ซึ่งทำได้แค่การทากันแดด แปะคอนซีลเลอร์​แล้วก็ลงแป้งเท่านั้น) แล้วก็รีบออกเพราะจะไปต่อแถวซื้อของ
ก็ลงไปทางใต้ดินหาทางไปขึ้นสายมารุโนะอุจิ แต่สถานีมันกว้างใหญ่มาก
หาไม่เจอ สุดท้ายก็เลยถามพี่ชายที่ยืนยามอยู่แถวตู้กดตั๋วเจอาร์ เค้าก็บอกให้เราเลี้ยวซ้าย
เดินไปสักร้อยเมตรจะเจอทางเดินเชื่อม ก็เลี้ยวซ้ายอีกทีจากนั้นจะมีป้ายบอก
เราก็เดินตามที่เค้าบอกไปจนมาถึงสถานีโตเกียวของสายมารุโนะอุจิ
ใช้เวลาเดินทางเก้านาทีไปถึงสถานี 後楽園 ก็เริ่มเห็นเด็กมอต้นติ่งๆกับสาวๆที่ดูน่าจะเป็นแฟน
พอลงสถานีอีพวกเด็กติ่งก็รีบวิ่งไปต่อแถว (ซึ่งเอาจริงๆแล้วค่าเท่ากันมาก เพราะของหมด555)
แต่ตอนนั้นฝนตก พื้นตรงโดมลื่นง่ายมาก เราก็เลยเดินช้าๆระวังๆดีกว่า
จากนั้นก็เป็นการต่อและรอ รอ รอ รอ รอ และรอ
เพราะว่าเซมไปตื่นสายก็เลยอาจจะมาถึงช้า
เราก็ต่อรอไปเรื่อยๆ ว่าจะซื้อเคลียร์ไฟล์ให้ ปรากฏว่าพอแถวร่นไปใกล้ทางเข้าซุ้ม
เค้าประกาศว่าเคลียร์ไฟล์ขายหมดทุกเซนเซค่ะ ฟรักกก
แฟนญี่ปุ่นๆก็เหๆ ยะดะๆ บางคนเดินออกจากแถวไปเลย (เป็นอะไรที่ขอบคุณมาก)
แต่ขนาดบอกว่าเคลียร์ไฟล์หมด คนก็ยังเบียดกันมหาศาลอยู่ดี เป็นอะไรที่แอบรำคาญ
ไหนๆก็ต่อมาสองชั่วโมงได้แล้วก็ซื้ออะไรสักหน่อยละกัน
เลยเข้าไปซื้อแบดจ์สองอัน สมุดโน้ตเล่มนึง กระเป๋าเล็กน่ารักใบ กับอัลบัมรูปเซนเซ
ที่เหลือเค้ามาไฟท์ที่โอซาก้าละกัน
ซื้อเสร็จก็เลยอยากหาที่นั่งพักขาแต่สตาร์บัคส์ตรงนั้นที่เป็นร้านเดียวที่เปิดในลาควาคนเยอะมากกกแบบไม่น่าจะหาที่นั่งได้ ที่จริงก่อนเราสั่งมันก็มีคนลุกแหละ แต่แบบจะเอากระเป๋าไปวางจองมันก็ดูทุเรศปะ ตัวเองก็ยังไม่ได้ซื้อ แต่สุดท้ายก็โดนคนยังไม่ได้ซื้อคนอื่นแย่งไป ทำเอาเซ็งมากขึ้นอีกหนึ่งลำดับ
ซื้อเสร็จก็ลองมาหาที่นั่งข้างนอกแต่ฝนก็ตกลงมาอีก เลยไปยืนในร่มตึกของลาควารอพี่บุ๊คมา
จุดนั้นคือเซ็งคนมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งอีเด็กเกรียนที่แย่งที่นั่ง
และอีเด็กเกรียนอีกกลุ่มที่มายืนเบียด (ทั้งที่ที่ยืนก็มีอีกตั้งมาก)
แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์ เอาชีทกับโน้ตของซาโนะมายืนอ่าน
ตอนประมาณสิบโมงครึ่งพี่บุ๊คก็มา ซึ่งตอนสิบเอ็ดโมงเค้าต้องเข้าไปดูรอบแรกแล้ว
คืดจุดนั้นก็เซ็งมากอะ โกรธตัวเองที่โง่มากไม่ถามซะก่อนว่าดูรอบแรกรึเปล่า
จะได้หาที่ปักหลักไม่ต้องมายืนแกร่วให้เมื่อยให้เสียอารมณ์
แต่จุดนั้นทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็ระบายๆกับเซมไปและฝนไป ก่อนจะแยกไปหาที่ปักหลัก
อย่างว่าว่าพอเป็นอาราชิ แถมวันอาทิตย์ คนแม่งก็มหาศาลเป็นธรรมดา
โดยเฉพาะร้านถูกๆ เด็กติ่งเกรียนเต็มไปหมด เราก็เลยเดินซื้อปากกาดินสอในร้านมูมิน
ก่อนจะเดินมาหาร้านแถวสถานีโคระคุเอ็น ความจริงก็อยากนั่งแมคแต่รู้ว่าคนต้องล้นแน่ๆ
เลยตัดสินใจเข้าร้าน Afternoon tea ที่ดูหรูมาก
และราคาก็แพงสมหน้าตาร้านจริงๆ เราสั่งเซ็ทชาหนึ่งกากับสโคนสองชิ้น
ทั้งหมดราคาประมาณพันหนึ่งร้อยเยนจ้าาาาา แพงสาดดด
แต่เราก็นั่งจนคุ้มตั้งแต่สิบเอ็ดโมงยันบ่ายโมงครึ่ง อ่านซาโนะ ฟังเกิร์ลเจนในไอพอดพี่บุ๊คจนแทบร้องได้
แล้วพี่บุ๊คกับฝนก็ออกมา จากนั้นก็ไปเจอโชโกะซังเมนจุนเพื่อนพี่บุ๊ค
เค้าขับรถมาก็เลยพาไปกินร้านโกเอมอนที่ขายสปาเกตตี้ ก็กินสปาเกตตี้ไปคุยกันไป
ที่แอบรู้สึกคือโดนบอกว่า ไม่ชอบสำเนียงโอซาก้า ไม่ชอบโอซาก้าอะไรทำนองนี้
คือก็รู้ว่าคงไม่ได้หมายถึงเรา แต่ก็อดรู้สึกแปลกๆไม่ได้
ทำไมถึงต้องไม่ชอบกันด้วยก็ไม่รู้แฮะ...

เอาเป็นว่ากินเสร็จก็ขอแอบไปแต่งหน้าในห้องน้ำนิดนึง (ในที่นี้คือกรีดอายไลน์เนอร์
เติมแป้งนิดนึง แล้วไปปัดแก้มต่อในรถโชโกะซัง) แล้วก็กลับไปโดม โดยมีโชโกะซังไปส่ง
กราบขอบพระคุณมากๆมา ณ ที่นี่นะคะ

มาถึงก็ว่าจะไปถ่ายพุริที่ระลึกกันหน่อย ปรากฎว่าแถวยาวมากกกกก
ยอมแพ้ถ่ายไอโฟนเอาก็ได้วะ แล้วก็เลยเตรียมๆตัวเข้าโดมเลย
ฝนมีแวะซื้อถ่านใส่ที่อัดเสียงนิดนึง ส่วนเราก็กดอัดจากไอพอด แล้วก็เข้าโดมกัน
ที่นั่งไม่ห่างกันเท่าไหร่เลย เข้ามาก็ส่องๆดูรูปอาจารย์ใหญ่ก่อนเลย
ฮาของซกรมาก เพราะมันเหมือนผู้พันแซนเดอร์ของเคเอฟซีสุดๆ

จากนั้นเนื้อหาก็น่าจะเหมือนในที่คนส่วนใหญ่เขียนกัน (นัยว่าขี้เกียจพิมพ์แล้ว 55)
มันเป็นรอบสองวันเกิดโนะ คือก็คิดอยู่แล้วว่าบรรยากาศมันคงไม่เฟรชเหมือนรอบแรก
แต่แอบฮาตรงที่เปลี่ยนสตรอเบอรี่เป็นอุเมะโบชิ หน้าโนะตอนโดนไอบะป้อน(กริ๊ด)นี่ฮามากอะ
สรุปแบบสั้นมากๆคือ
วิชาโนะ: สนุกดีนะ ซกร.มาวิ่งแถบเราพอดีก็เลยได้ส่อง
วิชาไอบะ: ฮาที่เอาวาซาบิป้ายซูชิอย่างเยอะมาก สงสารโออะ กินแล้วทำหน้าแหยเอานิ้วบีบจมูก
แต่ก็ขำกลิ้งอยู่ดี
วิชาซกร: เหมือนนั่งดูซีโร่ว์แบบสดๆเลยจ้า แต่ส่วนมากเราก็อาบแต่ชาวเวอร์ แล้วก็ไม่ได้เปิดน้ำทิ้งไว้
รับรองว่าเราประหยัดน้ำแน่นอนจ้ะ♥
วิชาน้องจุน: เอาจริงดูแล้วแบบคิดถึงแม่มาก น้ำตาจะไหล จุนแม่งง เป็นคนที่ชอบพูดอะไรซึ้งอะ
ตอนที่แฮปนิโนะก็เป็นช่วงคลาสของจุนนี่แหละ
วิชาโอ: คือต่อจากซึ้งๆก็ตัดอารมณ์มาฮาแตกกับโอจัง เพลงที่โอร้องด้นสดในนั้นอะ คือเราก็ไม่รู้ว่า
ใช่รึเปล่านะ แต่ตอนสุดท้ายมันเพลง my way ชัดๆอะ พอโอร้อง "เอะกาโอะนิ น้าาาาา เรรรรร"
เรานี่ขำก๊ากออกมาเลยอะ คิดว่าน่าจะเอามาจากเพลงนี้จริงๆนะ
 
เสียดายนิดหน่อยที่ไม่ค่อยมีช็อทอะไรของยามะ
ที่จำได้มีตอนเปิดโรงเรียนที่ซกร.เค้าพูดส่งให้โอโนะซังออกมาพูด
ตอนคลาสของใครสักคนที่เค้านั่งท่าเดียวกันเลย (วาดรูปไว้ในสนุดโน้ตด้วย 555)
แล้วก็ตอนคลาสโอที่พอโอร้องเพลงด้นสด ซกร.ก็แซวว่าเล่นเยอะขนาดนี้เดี๋ยวได้ออกทีวีคนเดียวแน่
เพราะว่ารอบนั้นมีสื่อเข้ามา โอก็เลยบอกไปว่า "อย่าเอาตรงที่ร้องเพลงไปใช้เลยนะ"
(แต่รู้สึกเค้าจะเอาไปออกอากาศนะ ฮาาาา โอรั่วมาก)
 
แล้วตอนสุดท้ายก็ร้องเพลงฟุรุซาโตะ (ซึ่งเราร้องไม่ได้ ฮาาา)
จบออกมาแบบมึนๆงงๆ ทีนี้ตอนออกก็มีเรื่องสนุกๆอีกอย่าง
คือเวลาคนจำนวนมหาศาลกรูออกมาจากโดม มันก็ต้องมีวิธีไล่คนออกเร็วๆ
มันเลยมีประตูพิเศษข้างๆ ที่เค้าจะเป่าลมแรงมากกกกกกกก
ประมาณว่าพอเดินออกจากประตูปุ๊บก็จะโดนลมดันหลังให้ออกไปไกลๆทันที
แต่มันสนุกมากกกกกกกกอ้ะ ขนาดว่าอยากกลับเข้าไปเดินออกมาเล่นอีกรอบ
(ในขณะที่คนอื่นดูอิยะกับมันมาก 5555)
 
ออกมาแล้วก็เพ้อๆกันสามคน แล้วก็เลยหาร้าน(ความจริงไม่ได้หิวมาก แต่ทุกคนต้องการที่นั่งเม้าท์)
และก็เพราะงานเพิ่งเลิก ร้านทุกร้านก็เลยเต็มๆๆๆๆไปหมด มาจบที่ร้านอาหารจีน
เราสั่งบะหมี่กุ้งมา น้ำซุปเหมือนแกงจืดมาก อร่อยยยยย
ก็เลยกินๆเม้าท์กันจนประมาณสามทุ่มได้ ทีนี้เราต้องกลับจากสถานี 後楽園 ก็เลยต้องไปทางนั้น
ทุกคนก็เลยมาทางสถานีนี้ แต่ปรากฎว่าพอเดินมาใกล้ๆก็เห็นแฟนจำนวนหนึ่งกำลังยืนรอตามสะพานลอย
ตามถนน ก็เลยคิดกันว่า เอ๊ะ...หรือว่าหนุ่มๆกำลังจะออกมา??
ไหนๆก็ไหนๆแล้วทุกคนเลยถือโอกาสรอ เพราะแฟนๆที่ยืนรอดูจริงจังมากแบบไม่น่าจะพลาด
รอได้สัก5-10 นาทีก็มีรถสีดำสี่คัน สีขาวคันนึงออกมา สรุปเป็นห้าคัน ซึ่งเราว่าน่าจะเป็นหนุ่มๆนั่นแหละ
รถติดฟีล์มซะดำมิดเมี่ยมขนาดนั้น ก็แอบโบกมือเกรียนๆไปนิดนึง แล้วก็แยกย้าย
เพราะทุกคนไปกันคนละทางหมดเลย เลยต้องแยกกันที่สถานี ;_;
แยกมาแล้วเราก็กลับมาสถานีโตเกียว เดินหาที่ขึ้นรถ
คราวที่แล้วเกือบมาไม่ทัน ตอนขึ้นที่ชินจุกุ ก็เลยแอบกลัวๆ รีบมาเดินหา แต่พอใกล้เวลาก็ยังไม่เห็น
เลยชักกังวลๆ เลยไปถามพนักงานตรงนั้นตรงนี้แต่ก็ยังไม่เจอ
หนึ่งในคนที่เราไปถามเป็นรถเที่ยวกลับโอซาก้าของบริษัทนึง​(จำชื่อบริษัทไม่ได้แล้ว)
พนักงานเป็นคนคันไซ พอถามเค้าเค้าก็ตอบมาเป็นสำเนียงแบบคันไซๆว่า
ไม่ใช่คันนี้แล้วก็ไม่รู้ว่าของบริษัทนี้อยู่ไหนเหมือนกัน ขอโทษนะจ๊ะ
คือถึงเค้าจะตอบเราไม่ได้ว่ารถเราอยู่ไหน แต่ฟังสำเนียงเค้าแล้วอุ่นใจยังไงก็ไม่รู้แฮะ
เราคงจะเป็นคันไซจินไปแล้วสินะ...
 
แต่พอย้อนมาดูตรงที่เล็งลาดเลาไว้ ก็เจอรถพอดี เขียนตัวเบ้อเริ่มว่า โอซาก้าบัส
ก็เลยขึ้นรถทัน นอนยาวจนมาถึงโอซาก้าเอคิตอนหกโมงครึ่ง
มาถึงปุ๊บก็เริ่มปวดท้องตุ่ยๆเลย ลงรถมารีบหาห้องน้ำแต่ก็ไม่หายปวด
แถมกลับมาถึงมหาลัยประมาณแปดโมงก็ต้องมาอาบน้ำเตรียมไปเรียนคาบแรกตอนแปดโมงห้าสิบ
เป็นทริปที่โหดมาก แต่ก็สนุกมาก เป็นประสบการณ์ที่ดี ที่ได้ลุยเดี่ยวทำอะไรหลายๆอย่าง
 
ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคนที่เจอ(แน่นอนทั้งที่ดีและไม่ดี) ที่ทำให้ทริปนี้มีรสชาติ ฮ่าๆๆ